ื้อคลุมกันลมสีสันสดใส กล่าวกลั้วหัวเราะ “เจ้ามีสีหน้าเช่นนี้ไม่รู้ว่าต้องการหาเรื่องผู้ใด บัดนี้ไม่มีใครปกปั้องเจ้าได้แล้วนะหลายวันก่อนครั้นองค์พระโพธิสัตว์เฒ่าไทเฮาทรงทราบว่าติ้งเฟยซื่อจื่อกลับมาก็ดีพระทัยจนหมดพระสติ ประชวรกระเสาะกระแสะบนพระแท่นบรรทมหลายวันถึงจะหาย อีกทั้งได้ยินว่าติ้งเฟยซื่อจื่อเองก็กตัญูต่อองค์ไทเฮามากเป็นพิเศษ หลายวันมานี้จึงเข้าวังหลวงมาเข้าเฝั้าอยู่เสมอ มิหนำซ้ำเขายังนิสัยไม่ค่อยดีสักเท่าใด หากเขาเห็นคุณหนูรองเจียงมีท่าทีเช่นนี้ ชิ…”
เดิมทีวาจาของนางต้องการเหน็บแนมเจียงเสวี่ยหนิง เพราะอย่างไรเสียก็มิได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างจวนกั๋วกงกับติ้งเฟยซื่อจื่อ จึงใช้น้ำเสียงเสียดสีกว่าปกติ
ไม่มีใครคาดคิดว่าเซียวซูกลับสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นคนแรก
เจียงเสวี่ยหนิงยังคิดไม่ทันออกว่าจะตอบนางเช่นไร ครั้นเงยศีรษะเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเลี้ยวมาจากทางตำหนักฉือหนิงเบื้องหน้าก็อดเลิกคิ้วไม่ได้
หลายวันที่ผ่านมาเซียวติ้งเฟยมักเข้าวังหลวงมาเยี่ยมเยียนเซียวไทเฮาจริง อย่างไรเสียเมื่อยายแก่คนนี้ได้ยินว่าเขายังมีชีวิตอยู่ก็ ‘ตื่นเต้นยินดี’จนเป็นลมล้มพับ ทำให้เขาต้องมาโผล่หน้าให้นางมารเฒ่าเห็นเป็นระยะ ถือโอกาสคลุกคลีกับเหล่าบุตรหลานขุนนางและชนชั้นสูงซึ่งมีสิทธิ์เข้านอกออกในพระราชวังต้องห้ามเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ภายในเมืองหลวง
ขณะนี้ออกมาพร้อมพวกหลินจืออ๋องและเหยียนผิงอ๋องหล