กแล้วละ”
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้ว “วันนี้เป็นวันที่สิบหกเดือนหนึ่งนะ พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า[1]”วันที่สิบหกเดือนหนึ่งยังเป็นวันเกิดของข้าด้วย ข้ายังไม่ถือเลย แล้วท่านจะถือทำไม
เจียงเสวี่ยหนิงบ่นในใจ ไม่สบอารมณ์ทว่าไม่กล้าโต้เถียง ทำได้เพียงก้มศีรษะเอ่ยรับเสียงค่อย“เจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยดูออกว่านางไม่พอใจ
จ้องมองอยู่นาน ทันใดนั้นก็เอ่ยว่า “หลายวันนี้เจ้าไปมาหาสู่กับเซียวติ้งเฟย ตอนนี้เขาหาเรื่องก่อกวนจวนติ้งกั๋วกง แม้แต่ของพระราชทานจำนวนมากจากวังหลวงยังขนไปให้เจ้า แล้วเจ้าก็ยังจะรับไว้ด้วยความสบายใจ ท่าทางมีความสุขมากเลยสินะ”เจียงเสวี่ยหนิงตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะเรียกตนมาคุยเรื่องนี้ พลันเงยศีรษะขวับ
แต่เมื่อสบกับดวงตาแสนกระจ่างคู่นั้นก็หมดสิ้นความกล้าอย่างน่าประหลาด
นางคิดว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้จึงตอบตามความจริงอย่างเปิดอก“อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนดิบดีอะไร เมื่อเห็นเขาก่อกวนจวนกั๋วกง ศิษย์ก็มีความสุขจริง ๆ เจ้าค่ะมิเพียงมีความสุข แต่ยังโห่ร้องชมเชยเขาอีกด้วยยิ่งจวนกั๋วกงมีสภาพเหมือนตกนรกทั้งเป็นมากเท่าใด ศิษย์ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น”
พูดตรง ๆ ก็คือมีแค้นต้องชำระ
คำกล่าวนี้แสดงถึงความโอหังกลับกลอกเช่นกาลก่อนอยู่บ้าง กระทั่งว่า ยามขมวดคิ้วอันงดงามก็ยังแฝงความดื้อรั้นที่คร้านจะปิดบังเสียด้วยซ้ำ
เซี่ยเวยมองนางอยู่นาน แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา“เดี๋ยวนี้ไม่เสแสร้งต่