อหน้าข้าแล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนก
แต่เมื่อใช้ความคิดก็เผยรอยยิ้มราวกับเย้ยหยันตนเอง แล้วกล่าวว่า “เซียนเซิงกระจ่างแจ้งแก่ใจว่าข้ามีนิสัยใจคอเช่นไรมาตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ ในเมื่อท่านเองก็คร้านจะเสแสร้งต่อหน้าข้า แล้วข้าจะเสแสร้งต่อหน้าท่านไปเพื่ออะไรอีก”
นางกับเขาใช่ว่าเพิ่งรู้จักกันเสียหน่อย
ทั้งคู่ฉีกหน้ากากทิ้งตั้งแต่สี่ปีก่อนขณะอยู่กลางหุบเขาอันรกร้างห่างไกลแล้ว ต่างคนต่างเคยเห็นด้านอันน่าอับอายที่สุดของอีกฝั่าย ฉะนั้นตอนนี้หากยิ่งแสร้งทำตัวอ่อนโยนกอปรด้วยคุณธรรมของสตรี หรือเป็นวิญูชนผู้สูงส่งดั่งนักปราชญ์ ก็จะยิ่งแสดงความจอมปลอมเสียเปล่า ๆ
ดังนั้นนางจึงกำแหงกับเซี่ยเวยมากกว่าผู้อื่นเมื่อเผชิญหน้าเป็นการส่วนตัว เซี่ยเวยก็พูดจาไม่เกรงใจนางเหมือนกันมิใช่หรือ
เพียงแต่คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกเย็นวาบบริเวณท้ายทอย ระลึกได้ทันทีว่าตนไม่สมควรพูดเช่นนี้ ประสบการณ์การเดินทางเข้าเมืองหลวงพร้อมเซี่ยเวยสมัยนั้นสมควรฝังลึกในจิตใจ ไม่นำออกมาพูดอีก
เรื่องนี้เป็นเรื่องต้องห้ามของอีกฝั่าย
จริงดังคาด เมื่อนางค่อย ๆ ช้อนดวงตาก็สบกับสายตาอันสงบนิ่งเป็นล้นพ้นของเซี่ยเวย
เจียงเสวี่ยหนิงอดรู้สึกไม่ได้ว่าตนเองกำลังประสบโชคร้าย ยามคนอยู่ใต้ชายคาไม่อาจไม่ก้มศีรษะ[2] นางจึงเป็นฝั่ายขอยอมรับผิดก่อน“ศิษย์พูดจาไม่ยั้งคิด พูดพลั้งผิดอีกแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยมองนางอยู่นาน “