คำพูดนี้ไม่อาจกล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิง
เขาแสดงสีหน้าล้างหูน้อมรับฟัง “ผู้ใดหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตะล่อมเขา “ก็ตระกูลเซียวน่ะสิ”
เซียวติ้งเฟยพลันมีสีหน้าจริงจัง “ไยจึงกล่าวเช่นนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงหว่านล้อม “ท่านรู้จักจวนหย่งอี้โหวหรือไม่”
เซียวติ้งเฟยตอบ “รู้จัก ตระกูลฝังมารดาของข้า ล่มสลายไปแล้ว”
ใช่ ล่มสลายไปแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบเปลือกตาเล็กน้อย นึกถึงวันเกิดของเยี่ยนหลิน สองพี่น้องตระกูลเซียวเคียงคู่โผล่มาในงานเลี้ยง ทุกคำพูดทุกการกระทำของพวกเขา รวมทั้งพฤติกรรมโอหังอวดดีต่อจากนั้นของเซียวหย่วน
บริเวณหัวคิ้วและดวงตาทวีความเย็นเยียบหนึ่งส่วน
เพียงแต่นางมิได้เปิดเผย กะพริบตาหัวเราะขึ้นมาอีกครา กล่าวต่อไปว่า “ข้ารู้สึกเสียดายแทนซื่อจื่อ ต้องจากเมืองหลวงไปยี่สิบปี กลับถูกผู้อื่นครอบครองสิ่งที่เป็นของตนโดยพลการเซียวเยี่ยผู้นั้นเกิดจากภรรยาคนที่สอง แต่กลับคิดว่าตนเป็นซื่อจื่อ ยังไม่ทันได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ก็ถืออำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงเสียแล้ว พี่สาวน้องชายกำเริบเสิบสานยิ่งนักครอบครองสถานะของท่าน ครอบครองบรรดาศักดิ์ของท่าน ใช้จ่ายทรัพย์สมบัติของท่านเสพสุขกับสิ่งที่เป็นของท่านอย่างอุกอาจ!ความแค้นนี้ข้าคิดแล้วก็ไม่อาจทานทน หากจวนโหวยังดำรงอยู่และเยี่ยนฮูหยินไม่ได้คับข้องใจจนต้องลาโลกเพราะเหตุนี้ละก็ พวกเขาต้องยืนหนุนหลังท่านแน่นอน ไหนเลยจะถึงคราวให้ท่านกั๋วกงอะไรนั่นตำหนิสั่งสอนท่าน