่อเซี่ยเวยเช่นกัน
เหตุการณ์นี้ขับให้ใบหน้าหดหู่ของเซียวหย่วนหม่นหมองกว่าเก่า อับอายขายหน้ายิ่งนัก
*****
เมื่อเซี่ยเวยสนทนาตอบทุกคนเสร็จแล้วและกำลังจะเดินจากไป ขันทีน้อยผู้หนึ่งก็รีบร้อนเข้ามาเชิญตัวเขาให้ไปยังหอจดหมายเหตุหลวงใต้
เพียงคิดก็รู้ว่าเสิ่นหลางมีรับสั่งให้เข้าเฝั้า
เซี่ยเวยมาถึงหอจดหมายเหตุหลวงใต้ เมื่อมองเข้าไปก็พบว่าเสิ่นหลาง กำลังเดินหมากล้อมกับคนผู้หนึ่ง ฝังตรงข้ามคือสมณะซึ่งมิได้ดูมีจิตเมตตาสักเท่าใดนัก กระทั่งว่ายังกอปรด้วยความดุร้ายอยู่หลายส่วนเสียด้วยซ้ำ ครั้นเห็นว่าเซี่ยเวยมาถึงแล้วก็ลุกขึ้นด้วยกิริยาท่าทางแสนจะเป็นธรรมชาติ สิบนิ้วประนมพร้อมกล่าวยิ้ม ๆ “อมิตาภพุทธ คารวะใต้เท้าเซี่ย”
เซี่ยเวยค้อมกายและเผยรอยยิ้มตอบ “ไม่ได้พบสมณะหยวนจีมานาน บัดนี้เห็นท่านมีจิตสงบนิ่งมากขึ้น เห็นทีคงเข้าถึงหลักธรรมไปอีกขั้นแล้ว”
หยวนจีถ่อมตนนัก “ยามอยู่เบื้องหน้าท่าน มิกล้ากล่าวถึงพระธรรม”สองคนนี้ ผู้หนึ่งคือที่ปรึกษาราชการแผ่นดินส่วนอีกผู้หนึ่งคือพระอาจารย์ของฮ่องเต้
สมัยนั้นเสิ่นหลางขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นเพราะพึ่งพาความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่จากทั้งสอง ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคุ้นเคยกันมาก
เสิ่นหลางไม่จำเป็นต้องตรัสอะไรให้มากความ
ทรงโยนตัวหมากในพระหัตถ์กลับลงกล่องตรัสว่า “เมื่อครู่เรากำลังสนทนากับไต้ซือเรื่องว่านซิวจื่อแห่งนิกายสวรรค์ เจ้าคนชั่วช้าผู้นี้เคยถกหลักธรรมพ่ายแพ้ไต้ซือ