ทสะคิดจะเงื้อดาบสังหารกระหม่อมเสีย ว่านซิวจื่อแห่งนิกายสวรรค์ตบหน้ากระหม่อมไปสองฉาด ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเฉียบขาดว่ากระหม่อมเป็นใครกันแน่กระหม่อมกำเนิดในตระกูลกงและโหว อีกทั้งรู้ว่าโจรถ่อยเสียความได้เปรียบแล้วจึงยอมรับความตายโดยไม่หวาดหวั่น ตอบกลับไปว่าคือเซียวติ้งเฟย ผิงหนานอ๋องกับว่านซิวจื่อถึงได้รู้สถานะเดิมกระหม่อมนึกว่าตน ต้องตายอย่างไร้ข้อกังขาคิดไม่ถึงว่าเจ้าโจรถ่อยสองคนนี้จะไม่ยอมล้มเลิกความคิดชั่วร้าย พวกเขาที่จนตรอกไร้ทางเลือกอื่นจับกระหม่อมมัดไว้กับหอคอยของกำแพงประตูเมือง ตอนนั้นผู้นำทัพมาก็คือท่านกั๋วกงพ่ะย่ะค่ะ”
——————–
1. กู เป็นสรรพนามเรียกแทนตนของอ๋อง รัชทายาท รวมถึงเจ้าผู้ปกครองรัฐสมัยโบราณบทที่ 143 ชำเลืองมองเรื่องราวแต่หนหลัง (2)ครั้นเอ่ย ‘ท่านกั๋วกง’ สามคำนี้ออกมา ทุกคนพากันตระหนกตกใจ!
ใต้หล้านี้ยังมีบุตรที่ไม่เรียกบิดา แต่กลับเรียกว่า ‘ท่านกั๋วกง’ อย่างห่างเหินแบบนี้ด้วยหรือ
แม้แต่เสิ่นหลางที่ไม่แสดงสีหน้ามาตลอดยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
เซียวหย่วนกลับไม่ทันสังเกต และไม่รู้เป็นเพราะถ้อยคำของเซียวติ้งเฟยทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นหรือเปล่า ใบหน้าจึงคล้ำเขียวเล็กน้อย กระอักกระอ่วนยิ่งนักเซี่ยเวยยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
กู้ชุนฟางซึ่งก็อยู่ในแถวของขุนนางฝั่ายบุ๋นขมวดคิ้วมุ่น เอ่ยต่อจากเขาว่า “ในเมื่อผิงหนานอ๋องกับว่านซิวจื่อรู้สถานะของซื่อจื่อ คงเกิดจิตคิดไม่ซื่อต