้องการนำซื่อจื่อมาข่มขู่ท่านกั๋วกงสินะ”
เซียวติ้งเฟยเหลือบมองอีกฝั่าย
ตอนเห็นว่าเป็นตาแก่คนหนึ่งก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อเห็นว่ายืนอยู่ในตำแหน่งเยื้องหน้าเซี่ยเวยเล็กน้อยก็รู้ทันทีว่าคงเป็นจิ้งจอกเฒ่า จึงตอบกลับด้วยความเคารพนบนอบพอสมควร“ใต้เท้า ท่านเดาถูกต้องแล้ว เจ้าโจรถ่อยทั้งสองคิดเช่นนี้จริง ตอนนั้นแม้ข้าจะยังเยาว์วัยแต่ก็รู้จักแยกแยะหนักเบา ไม่กล้าปล่อยให้กองทัพใหญ่ที่มาเป็นกำลังเสริมตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขณะผิงหนานอ๋องร้องท้าทาย ใช้แส้โบยพลางด่าทอ ข้าได้แต่กัดฟันกรอด ไม่กล้าเปล่งเสียงร้องไห้สักครึ่งคำ”
นั่นเป็นเด็กน้อยที่อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบเชียวนะ!
เคยอยู่ดีกินดีมั่งมีศรีสุข เป็นอัจฉริยะผู้กอปรด้วยความรู้ความสามารถ
เมื่อต้องมาถูกผู้อื่นใช้แส้ฟาดลบหลู่ดูหมิ่นต่อหน้ากองทัพใหญ่ทั้งสองฝั่ายก็กลับทนกัดฟันไม่เปล่งเสียงสักแอะ นั่นต้องใช้พลังใจและความเด็ดเดี่ยวเพียงใดกัน
ขุนนางราชสำนักต่างเป็นผู้รอบรู้ ครั้นได้ยินเซียวติ้งเฟยกล่าวเช่นนี้จึงจินตนาการภาพเหตุการณ์ อดทอดถอนใจและรู้สึกเวทนาสงสารขึ้นมาหลายส่วนไม่ได้
ทว่าเสิ่นหลางกลับทอดพระเนตรเซียวหย่วน
เหตุการณ์ผ่านมายี่สิบปีแล้ว
เซียวหย่วนนึกย้อนกลับไป กล่าวด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ขณะเกิดเรื่องตอนนั้นกระหม่อมไม่อยู่ในวังหลวง ระหว่างนำทัพกลับมากอบกู้เมืองหลวงเคยประจันหน้ากองกำลังกบฏสองฝั่ายของผิงหนานอ๋องใต้กำแพงเมือง และอีกฝั่ายก