หมือนมีน้ำเย็นเฉียบราดรดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ต่อให้โอหังหรือเดือดดาลอีกสักเพียงใดก็ดับมอดสิ้น ขาแข้งเริ่มอ่อนระทวย
เจี้ยนซูผลักเปิดประตู เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไป
ในห้องจุดตะเกียงเพียงดวงเดียว
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิอยู่ริมฝังหนึ่งของตั่งหลัวฮั่นริมหน้าต่าง แสงจากเปลวเทียนส่องใบหน้าแค่ซีกหนึ่ง เขาใช้นิ้วมือกดขมับเบา ๆ พลางมองสำรวจนางด้วยใบหน้าซึ่งเผยความอ่อนล้าให้เห็นราง ๆ
นางเปลี่ยนเป็นสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนแม้รูปแบบจะไม่ค่อยล้ำสมัยสักเท่าใดและมิได้งดงามหรูหราแปลกตาเหมือนชุดชาววัง แต่ก็นับว่าประณีตบรรจงและให้ความรู้สึกเรียบง่ายละมุนละไมราวกับลำธารไหลรินใต้สะพานน้อย
ครั้นเข้ามาแล้วนางก็คารวะอย่างระมัดระวัง“คารวะเซียนเซิงเจ้าค่ะ”
ลำคอระหง ริมฝีปากชมพูระเรื่อ พวงแก้มขาวนวลเนียน เพียงแต่ส่วนบนของใบหน้ายังคงเหลือรอยขีดข่วนบาง ๆ หลายรอย แม้จะทายามาแล้ว ทว่าก็ยังไม่ได้สมานดี ดูเหมือนนางจะไม่กลัวมิได้ออกเรือนเลยจริง ๆ
เซี่ยเวยโบกมือเบา ๆ
เจี้ยนซูนิ่งอึ้ง ก่อนจะถอยออกไป
บานประตูคู่ด้านหลังเจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียง‘แอ๊ด’ แล้วหับเข้าหากันเบา ๆ เจียงเสวี่ยหนิงตัวสั่นอย่างเริ่มหวั่นวิตก
เซี่ยเวย “พบข้าแล้วตัวสั่นงันงกราวกับมุสิกเจอวิฬาร์ แล้วนำความกล้ามาจากที่ใดถึงได้ไปศาลาว่าการโดยไม่สนความปลอดภัยของตนเองเพื่อขอกำลังเสริมไปช่วยจางเจอ”เจียงเสวี่ยหนิงตอบเสียงค่อย “ชีวิตคนถือเป็นเรื่องใหญ่…”
เซี่