ยเวยยื่นมือหานาง “มานี่ ข้ามองเห็นเจ้าไม่ชัด”
ห้องก็แค่นี้ เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าตนยืนใกล้เขาเกินไปด้วยซ้ำ นางปรารถนาให้ห้องใหญ่ขึ้นอีกสักนิด จะได้ยืนให้ไกลห่างอีกสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะกล่าวเช่นนี้
มีสิ่งใดให้มองไม่ชัดกันเล่า
นางใจเต้นรัว ทว่าไม่กล้าโต้แย้ง ขยับอ้อยอิ่งไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างว่าง่ายเซี่ยเวยขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วยิ้มเอ่ย “หากขาทั้งสองข้างนี้เดินไม่เป็น เช่นนั้นข้าหาเวลาช่วยเลื่อยทิ้งให้เจ้าก็แล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงเย็นสันหลังวาบ!
นางพินิจสีหน้ายิ้มแย้มของเซี่ยเวยขณะกล่าวคำ รู้สึกว่าคำพูดเขาจริงจังถึงสิบสองส่วนมิหนำซ้ำยังเผยโทสะที่ข่มไว้ออกมาเล็กน้อยด้วยไหนเลยยังจะกล้าชักช้า
สุดท้ายจึงเดินเข้าไปใกล้
ทว่ายังคงเว้นระยะสองถึงสามก้าวเซี่ยเวยหงายฝั่ามือมาทางนาง “มา”
บนนิ้วมือนั้นยังเหลือรอยแผลจากการจับสายเกาทัณฑ์จนแน่นเมื่อตอนกลางวัน ประหนึ่งรอยตำหนิสกปรกสีแดงทิ้งบนหยกงาม ใครเห็นเป็นต้องร้องว่า ‘น่าเสียดาย’ อย่างอดไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มสับสนเข้าแล้วจริง ๆ
ใจหนึ่งนางรู้สึกว่าค่ำคืนนี้เซี่ยเวยแปลกพิลึกควรอยู่ห่าง ๆ เขาหน่อย ส่วนอีกใจก็หวาดกลัวไม่กล้าแสดงอาการขัดขืนมากเกินไป ความคิดว่าจะรุกหรือจะถอยดีตีกันในใจ นางยกมืออย่างลังเล ไม่รู้ว่าควรยื่นให้เซี่ยเวยดีหรือไม่
ในที่สุดเซี่ยเวยก็ชักรำคาญ อารมณ์ทั้งหมดที่เผยผ่านสีหน้าหายไปสิ้น ถึงกับกระชากมือนางเข้าหา
เจียงเส