ายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่การตามหาช่องว่างภายในจิตใจของผู้อื่นเพื่อแทรกซึมเข้าไปก็แทบกลายเป็นสัญชาตญาณที่นางสันทัดยิ่งกว่าทักษะและความสามารถใดมาตั้งนานแล้ว
ไม่ว่าใครเผยความเวทนาสงสารและแสดงความใจอ่อนต่อนาง นางเป็นต้องฉวยโอกาสแทรกซึมเข้าไปในช่องว่างนั้นทั้งสิ้น
เพราะช่วงวัยเยาว์นางต้องคอยทำเช่นนี้เพื่อเอาใจหว่านเหนียง
ยามนี้ความตึงเครียดเป็นเหตุให้สัญชาตญาณนั้นปรากฏทีละน้อย
นางสำรวจสีหน้าเขาด้วยความระมัดระวังรู้สึกได้จากจิตใต้สำนึกว่าสุดท้ายแล้วชาตินี้เซี่ยเวยก็ยังนึกถึงบุญคุณเก่าที่นางเคยมีให้เขาอยู่หลายส่วน อีกทั้งยังมีเรื่องของจวนหย่งอี้โหว เขาจึงควรมีจิตเมตตาต่อนางมากพอสมควร
บางทีเขาอาจแค่หงุดหงิดที่นางทำลายแผนการของเขาก็เป็นได้
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันถึงตระกูลเซียว
ด้วยเหตุนี้นางจึงรวบรวมความกล้ายิ้มประจบ “แต่ศิษย์โชคดีบังเอิญพบเซียนเซิงอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
ยามเด็กสาวยิ้มแย้ม ประหนึ่งดอกท้อบนกิ่งผลิกลีบสีสันสดใส งามเพริศพรายไม่อาจพรรณนา นางมิได้ใช้เสน่ห์ยั่วยวนเขา เพียงฉอเลาะเอาใจเล็กน้อย ท่าทีเช่นนี้ชวนให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมและไว้เนื้อเชื่อใจขึ้นมาหลายส่วน
ทั้งยังต้องยอมให้อภัยนางอย่างอดไม่ได้
ทว่าเซี่ยเวยเห็นแล้วกลับส่งเสียง “หึ” พร้อมออกแรงที่นิ้วมือ ถึงกับบีบคางบังคับให้นางเงยศีรษะ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความเมตตาสักเศษเสี้ยว เปียมความเย็นเยียบแจ่มชัด