นบนสวรรค์หรือเหมือนภูตพรายที่ลอยวนเวียนในความมืดมิดมากกว่ากัน เขาเพียงเอ่ยว่า “ใช่ขอรับ ทุกคนล้วนเรียกเขาว่า ‘คุณชายติ้งเฟย’ คนแซ่เซี่ยจึงนึกถึงคดีของจวนหย่งอี้โหวก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ในสารลับที่เยี่ยนมู่ใช้ติดต่อนิกายสวรรค์เคยเอ่ยถึงร่องรอยของคุณชายผู้สูงศักดิ์ซึ่งดูเหมือนจะยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยขอรับ”
ท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ เซียวหย่วนกลับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบบนหน้าผาก
ลูกกระเดือกเขาขยับขึ้นลง ก่อนจะหัวเราะออกมา แต่เสียงกลับฝืดฝืนยิ่งนัก เนื่องจากจิตใจสับสนวุ่นวายจึงไม่ทันสังเกตสายตาที่จ้องมองมาของเซี่ยเวย เซียวหย่วนกล่าวตะกุกตะกักว่า“บนโลกนี้มีคนชื่อแซ่เดียวกันตั้งมากมาย อาจแค่บังเอิญก็ได้”
เซี่ยเวย “เมื่อสักครู่ข้าไปดูมาแล้ว แม้ ‘คุณชายติ้งเฟย’ ผู้นี้จะมีท่าทางไม่เอาไหน แต่กลับมีส่วนคล้ายคลึงท่านประมาณสามถึงสี่ส่วน”
เซียวหย่วนตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี “อะไรนะ?!”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วเล็กน้อย ท่าทางคล้ายงุนงงอยู่บ้าง “นี่มิใช่ข่าวดีหรอกหรือ”
เซียวหย่วนถึงรู้สึกตัวว่าเสียกิริยา จึงรีบคิดจะกลบเกลื่อน อย่างไรก็ตามขณะกำลังจะยกริมฝีปากเพื่อเผยรอยยิ้ม กลับรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าล้วนบิดเบี้ยว ไหนเลยจะยิ้มออก
ไม่เพียงไม่ยิ้ม ตรงข้ามยังดูดุร้ายอย่างเห็นได้ชัด
เขาทั้งสับสนและลนลาน ตอบพอเป็นพิธีว่า“ข้าแค่ไม่ค่อยกล้าจะเชื่อเท่านั้นเอง…”
เจี้ยนซูและเตาฉินต่างติดตามอยู่ทางด้านหลังเซี่ยเวย