ีกครั้ง แล้วพูดว่า “ตกดึกสายลมเหน็บหนาว ขอท่านโปรดให้อภัย ช่วงนี้คนแซ่เซี่ยเป็นหวัดเพราะต้องความเย็น ไม่กล้ารั้งอยู่นาน ขอตัวลาก่อน”
เซียวหย่วน “รองราชครูเซี่ยเดินระมัดระวังด้วย”
เซี่ยเวยไม่ถามเซียวหย่วนว่าจะยืนอยู่ที่นี่อีกนานสักเท่าใด เขาปิดปากไออีกสองหน เดินลงบันไดไปยังห้องของตนโดยมีเตาฉินคอยกางร่มให้แสงตะเกียงภายในห้องสว่างโรจน์ เปลวเทียนฉายแสงเจิดจ้า
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟากหนึ่งของตั่งหลัวฮั่นริมหน้าต่าง รอยยิ้มเย้ยหยันผุดบนริมฝีปาก สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอันเย็นชาไร้ความรู้สึก
เขายกมือขึ้นแตะดวงตา
เจี้ยนซูหยิบขวดหยกออกมาจากกล่องที่พกติดตัว เทยาลูกกลอนออกมาหนึ่งเม็ด แล้วยกน้ำอุ่นหนึ่งถ้วยมาส่งให้ คอยปรนนิบัติให้เขากลืนยาลูกกลอนเม็ดนั้นไปพร้อมกับน้ำ
ใบหน้าซีดเซียวของเซี่ยเวยไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
เขานั่งพลิกอ่านคัมภีร์เต๋าอยู่บนเตียงเตาทรงสี่เหลี่ยมด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ในนั้นเขียนอักษรแนวตั้งเรียงกันเป็นพืด สายตาของเขาจับอยู่ด้านบนจึงแลเห็นประโยค ‘คล้อยตามคือสามัญ ย้อนผกผันคือเซียน ทำเพียงกลับหยินและหยาง[1]’
เต๋าเน้นจิตใจสงบ พุทธเน้นดับกิเลส
เขาศึกษาทั้งพุทธและเต๋า ครั้นเห็นถ้อยคำเพ้อเจ้อที่ตนไม่เข้าใจความหมายก็สับสนกระวนกระวาย สะบัดมือขว้างคัมภีร์กระแทกมุมผนังดังปังเจี้ยนซูและเตาฉินตกใจจนสะดุ้งโหยง
เซี่ยเวยใช้ข้อศอกข้างหนึ่งค้ำมุมโต๊ะ นิ้วเรียวยาวแตะขมับที่กำลังเต้นตุบ