ิน คนหนึ่งรีบกางร่มส่วนอีกคนก็ถือโคม เดินออกมาพร้อมเซี่ยเวย
ยามราตรียังคงมีเกล็ดหิมะโปรยปรายอยู่บ้างแต่เทียบกับยามสนธยาแล้วก็เบาบางลงมาก
แสงโคมไม่ค่อยสว่างนัก เพียงส่องพื้นดินในระยะสามถึงสี่ฉื่อ มองไม่เห็นประกายหิมะส่องสะท้อนกลับมาสักเท่าใด
เตาฉินกดร่มลงต่ำยิ่งนัก
ขณะสามนายบ่าวเดินออกมาจากประตูกลมก็มองเห็นเงาร่างค่อนข้างสูงใหญ่บึกบึนกำลังเดินวนเวียนตรงระเบียงนอกประตู ร่างนั้นอายุมากแล้ว รูปร่างค่อนข้างท้วมสวมชุดผ้าแพรไหม จอนผมสองข้างขาวโพลน ใบหน้ายามกลางวันยังสำแดงศักดา บัดนี้คล้ายเปียมความกระวนกระวายและลังเล บัดเดี๋ยวมืดบัดเดี๋ยวสว่าง เผยความน่าสะพรึงกลัวหลายส่วน
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนั่นเอง
เจี้ยนซูเห็นแล้วผินหน้ากลับมารายงานเสียงต่ำประโยคหนึ่ง ครานี้เซี่ยเวยถึงทอดสายตามองไปยังทิศนั้น เขากล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ดึกดื่นค่อนคืน ท่านกั๋วกงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เซียวหย่วนคิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยจะเดินออกมาจากด้านใน เขาพลันตะลึงงัน รีบเก็บสีหน้าแล้วมองเรือนทางด้านหลังเซี่ยเวย รีบเอ่ยว่า “อ้อ ไม่มีอะไร เพียงรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่กบฏนิกายสวรรค์พวกนั้นตายกันไปหมดแล้วจึงไม่อาจเค้นอะไรจากปากพวกมันได้ แต่ได้ยินว่ารองราชครูเซี่ยจับกุมบุคคลสำคัญระดับสุดยอดของนิกายสวรรค์ได้คนหนึ่ง จึงนึกสงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง”มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าเซียวหย่วนรู้สึกเช่นไรเมื่อได้ทราบข่าว!
ตอนนั้นเขากำลังถามท่านหมอว