รอดชีวิตสักรายของเขาแบบนี้ก็นิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ นึกถึงช่วงเวลาในชาติก่อนขณะที่ตนอยู่ในคุกหลวง เขารับทัณฑ์ทรมานแสนสาหัส รอคอยการประหารหลังฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเกิดจากการเขียนคำพิพากษาของตนเอง แต่แล้วช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศกำลังหนาวเย็น เขากลับได้ต้อนรับแขกคนหนึ่งที่ตนคาดไม่ถึง
ราชครูคนปัจจุบันซึ่งกุมอำนาจใหญ่ในมือยังคงเหมือนคลื่นน้ำสงบนิ่งดังเดิม
เพียงแต่ขณะนั้นจางเจอรู้สึกได้ถึงความล้ำลึกเข้าถึงยากเสมือนอยู่ไกลห่างออกไปที่ไม่อาจสาธยายจากร่างของคนผู้นี้ ดุจหิมะหนาปกคลุมทั่วผืนปฐพี ดั่งนกเกาะนิ่งบนกิ่งไม้ยามเหมันต์
เขาบอกว่าหนิงรองสิ้นชีวิตแล้ว
จางเจอไม่รู้ว่าเขาพูดถึงใคร มีเพียงความงุนงงอีกฝั่ายหยุดอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนเพิ่งรู้สึกตัวว่าจางเจอฟังไม่เข้าใจ จึงเปลี่ยนคำพูดด้วยท่าทีเรียบเฉย บอกว่าฮองเฮาของเขาสิ้นแล้ว
จางเจอราวกับอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
ส่วนเซี่ยเวยยังคงยิ้มแย้ม บอกเขาว่า “นางทิ้งถ้อยคำเอาไว้ ขอให้ข้าละเว้นเจ้า แต่ถึงกระนั้นกลับทำให้เยี่ยนหลินแค้นเจ้าเข้ากระดูกดำ เขาเมามายร่ำไห้หน้าปั้ายดวงวิญญาณของนางอยู่หลายวัน เช้าวันนี้เขาขว้างไหสุรา ถือดาบคิดจะมาสังหารเจ้าที่นี่ ใต้เท้าจาง เจ้าช่างร้ายกาจเสียจริง”
จางเจอรู้สึกเหมือนร่วงหล่นลงไปในก้อนเมฆแล้วเมฆก้อนนั้นก็ร่วงลงมาอีก จากนั้นแปลงเป็นพิรุณห่าใหญ่เทลงมาเหนือใบบัวที่แหงนรับนภา
ระหว่างตกในภวังค์ เขาก็หวนรำลึกถึงภาพเหตุการณ์ที่บัง