ย่างที่คิด แต่ก็ยังดีกว่าความทุกข์ทรมานที่พวกคนไร้ชื่อแซ่ต้องเผชิญเป็นสิบเท่ากระมัง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องมาถือสาเรื่องมีได้มีเสียอะไรนั่นอีก
เมื่อครู่เขาพูดว่า “เจ้าจะไปเข้าใจผายลมอันใด” เจียงเสวี่ยหนิงไม่นึกโกรธ
เพราะนางรู้ว่าตนจี้ใจดำเขาแล้ว
เซียวติ้งเฟยคร้านจะสนทนากับนางอีก เขาเอี้ยวคอผินหน้าไป ใช้ขากระทุ้งท้องม้า เอ่ยเพียงว่า “ดีดพิณให้วัวฟัง[2]” แล้วมุ่งหน้าไปอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงกดเสียงต่ำบอกจางเจอทางด้านหลัง “ใต้เท้าจางคุ้นชื่อเขาหรือไม่เจ้าคะ”
จางเจอย่อมรู้จัก ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ แน่นอน
เจียงเสวี่ยหนิงดีดลูกคิดในใจ รู้สึกว่าครั้งนี้เป็นโอกาสอันดียิ่ง หากหาทางส่งตัวหายนะชั้นยอดนี้กลับตระกูลเซียวได้ก่อนที่นางจะหลบหนีออกจากทงโจว นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ
นางครุ่นคิดพลางเอี้ยวศีรษะจะหารือกับจางเจอ
คิดไม่ถึงว่าจางเจอกำลังจะก้มมองเช่นกันเพราะเห็นนางไม่เปล่งวาจาอยู่นาน
การร่วมขี่ม้าตัวเดียวกันเช่นนี้ แม้ว่าจางเจอเป็นวิญูชน ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงก็ยับยั้งชั่งใจมิหนำซ้ำทั้งสองยังเว้นระยะห่างหนึ่งกำปัน แต่การสั่นโคลงระหว่างเดินทางก็ยังทำให้สัมผัสถูกกันเป็นบางครั้ง นับประสาอะไรกับการที่คนผู้หนึ่งเอี้ยวศีรษะส่วนอีกผู้หนึ่งก็ก้มลงมาเล่า
ริมฝีปากแห้งผากของจางเจอแฉลบผ่านหน้าผากเจียงเสวี่ยหนิงไปหยุดที่ขมับโดยไม่ทันตั้งตัว
ชั่วพริบตานี้ทั้งสองต่างร่างแข็งทื่อ
หน้าผากกลมมนผุดผ่อ