งของสาวน้อยประหนึ่งหยกงามซึ่งเจียระไนอย่างพิถีพิถัน
ส่วนริมฝีปากของชายหนุ่มก็ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูหนาวและมีสายลมพัดมาตลอด ริมฝีปากเขาจึงเย็นเยียบเล็กน้อย
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกเหมือนถูกนาบด้วยตราประทับเหล็กร้อน ๆ
หัวใจนางหยุดเต้นไปชั่วขณะ จากนั้นก็สั่นระรัวรุนแรงยิ่งขึ้น บีบให้โลหิตทั่วทั้งสรรพางค์กายมารวมบนใบหน้าจนหมด หัวสมองขาวโพลนในบัดดล ลืมเลือนสิ้นแล้วว่าเมื่อครู่ตนอยากจะเอ่ยอะไร นางแทบผละออกมาทันทีพร้อมกล่าวว่า “ข้าเสียมารยาทแล้วเจ้าค่ะ” ก่อนยกมือลูบขมับ หันร่างกลับเร็วรี่ราวกับกลัวจะถูกคนมองอะไรออก
เพียงแต่ครั้นหันหลังให้ ใบหูขาวดุจหิมะคู่นั้นก็แดงก่ำเสียแล้ว
มือของจางเจอยังคงกุมบังเหียน ร่างกายซึ่งเดิมทีผ่อนคลายลงไม่น้อยเขม็งเกลียวอีกครา เขานั่งตัวเกร็งบนหลังม้า ไม่กล้าขยับสะเปะสะปะอยู่นาน
เซียวติ้งเฟยที่อยู่ข้างหน้าแม้จะจากไปแล้วแต่เมื่อคิดว่าต้องพ่ายแพ้ให้เจียงเสวี่ยหนิงก็รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่ดี จึงอดเบือนหน้ากลับมามองไม่ได้
กลายเป็นว่าหันมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี
ใบหน้าเขาเผยความเดือดดาลไม่สบอารมณ์เหลือแสน เนื่องด้วยเขาเป็นคนเลว ภาพนี้จึงทำให้เขาเกิดจินตนาการสกปรกบางอย่าง เซียวติ้งเฟย ลอบก่นด่าในใจว่า เจ้าสุนัขตัวผู้ตัวเมียคู่นี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟั้านัก มาทำเรื่องบัดสีตอนกลางวันแสก ๆ กันเสียได้
เฝิงหมิงอวี