องค์ทรงเครื่องฉูดฉาดไม่สนผู้ใดจางเจอทางด้านหลังไม่ปริปาก
ปกติเขาก็ไม่ใช่คนช่างเจรจาอยู่แล้ว ทั้งยังไม่มีอะไรจะพูดกับเซียวติ้งเฟยด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงกระตุกมุมปากเบา ๆ “เรื่องนี้คงไม่รบกวนคุณชายติ้งเฟย เพียงแต่ท่านกับม้าของท่านตัวนี้ช่าง ‘ไม่เด่นสะดุดตา’ เสียจริงนะเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าเซียวติ้งเฟยฟังเจตนาเสียดสีของเจียงเสวี่ยหนิงออกหรือไม่ กลับทำหน้าได้ใจเหมือนได้รับคำชม นั่งร่างส่ายโอนเอนท่าทางสบายอารมณ์อยู่บนหลังม้า “อย่างไรเสียข้าก็ออกมาข้างนอก ทั้งยังมีงานสำคัญติดตัว ต่อให้อยากทำตัวโดดเด่นก็คงไม่ได้ โน่น ดูสองคนข้างหน้าสิ”
เขาพูดพลางบุ้ยปากไปยังเฝิงหมิงอวี่กับหวงเฉียนเบื้องหน้า
เจียงเสวี่ยหนิงมองสองคนนั้น
เซียวติ้งเฟย “อย่านึกเชียวว่าเจ้าสองคนนั้นมีท่าทางพอจะดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้าง ที่จริงแล้วพวกเขาก็เป็นแค่คนที่เจ้านิกายส่งมาจับตาดูข้าอย่างลับ ๆ เท่านั้นเอง เฮ้อ คนเราเกิดมาต้องมีความสุขให้เต็มที่สิ แต่เจ้าพวกนี้กลับไม่รู้จักการเสพสุขเสียเลย วัน ๆ เอาแต่ทำงานสกปรกหรือไม่ก็ทำงานที่เหน็ดเหนื่อย เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วยหนอ”
หากผู้อื่นไม่ทำงานสกปรกหรืองานที่เหน็ดเหนื่อย เกรงว่าเจ้าคงไม่ได้เสพสุขแล้วละ
เจียงเสวี่ยหนิงอดก่นด่าในใจไม่ได้
นางยิ้มตามมารยาท “คุณชายติ้งเฟยกล่าวล้อเล่นแล้ว ในเมื่อท่านมีสถานะสูงส่งในนิกายสวรรค์เช่นนี้ คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่ายินเสียงไก่ขันพลันตื่นขึ้นรำกระบี่[1