ับ รีบผลักกลับไปด้วยความลนลานยิ่ง “ข้า…คุณหนูดีต่อข้ามากเหลือเกิน แล้วข้ายังจะรับเงินจากคุณหนูอีกได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะแล้วว่านางต้องไม่รับทว่าก็ยังดึงดันยัดเงินก้อนนี้ให้โหยวฟางอิ๋นด้วยท่าทีแน่วแน่ มองอีกฝั่ายอย่างจริงจังขณะเอ่ยว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเจ้าเท่านั้นหรอกนะ แต่เพื่อปั้องกันเหตุไม่คาดฝันที่จะเกิดกับนาเกลือด้วยการคิดเผื่อล่วงหน้าอีกชั้นย่อมไม่ผิด หากเริ่มดำเนินกิจการนาเกลือและเหรินเหวยจื้อมอบส่วนแบ่งให้เจ้าเมื่อใด ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะมีเงินในมือและไม่จำเป็นต้องแตะต้องเงินก้อนนี้ของข้าเลย ต่อไปหากมีโอกาสค่อยคืนก็ได้ ถือเสียว่าให้เจ้ายืมไปก่อน ดีหรือไม่”
ครานี้โหยวฟางอิ๋นเริ่มลังเล
จนเจียงเสวี่ยหนิงพูดปากเปียกปากแฉะอีกรอบนั่นละนางถึงรับ ทว่าดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ น้ำตาคลอหน่วย พูดจาอึกอัก ใคร่เอ่ยปากแต่ก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี
เจียงเสวี่ยหนิงจำต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตาให้โหยวฟางอิ๋น
นางรู้สึกทั้งอับจนคำพูดและขบขัน เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย “ระหว่างรอในจวนช่วงนี้สบายดีหรือไม่ พี่สาวหาเรื่องเจ้าบ้างหรือเปล่า”
โหยวฟางอิ๋น “เปล่าเจ้าค่ะ พี่หญิงรองเมื่อได้ยินว่าหุ้นที่ประกาศในโรงเตี๊ยมสู่เซียงตกก็หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่หลายวัน แต่ต่อมาหุ้นขึ้นใหม่เลยกลายเป็นว่าดีอกดีใจทั้งวัน พลอยทำดีกับข้ามากขึ้นไปด้วย นางยังพาข้าออกไปตัดชุดใหม่และซื้อเครื่องประดับให้จำนวนหนึ่งอีกต่