ายกำลังจะเรียกตัวคนอื่นให้ร่วมเดินไปด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าหันหน้ามาอีกทีที่นั่งตัวสุดท้ายกลับว่างเปล่าเสียแล้ว เห็นเพียงเงาหลังสองเงาอยู่ไกล ๆ
หากยังจะเรียกคนในตอนนี้ก็ออกจะจงใจโจ่งแจ้งไปสักหน่อย
คิ้วบางซึ่งวาดมาอย่างบรรจงของฉินกุ้ยเฟยเลิกขึ้นเล็กน้อย มองและส่งสายตาว่า ‘พยายามแล้วแต่ก็ช่วยไม่ได้’ ไปทางเซียวซูซึ่งยังไม่ได้เดินจากไป จากนั้นก็พาเวินเจี๋ยอวี๋ซึ่งมีท่าทีเงียบงันทั้งยังค่อนข้างขลาดกลัวและเหยาซีที่เพิ่งสนทนากันเมื่อครู่ไปด้วยกันฟางเมี่ยวถูกเจียงเสวี่ยหนิงลากตัวออกมาได้ระยะหนึ่ง ยังคงไม่ทันได้สติ นางอดหันกลับไปมองไม่ได้ ดวงตาฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเข้าประชิดเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมเอ่ยถาม “กลัวจะมีคนคิดทำร้ายท่านหรือ?”
ฝีเท้าเจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงัก รูม่านตาหดแคบเล็กน้อย
ฟางเมี่ยวเล่นเหรียญทองแดงที่ค่อนข้างเก่าแก่โบราณเหรียญหนึ่งอยู่ในมือ นางหัวเราะกล่าวด้วยความกระหยิ่มใจ “เรื่องภายในวังก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? การตรวจค้นเรือนหยางจื่อคราวก่อนท่านล่วงเกินไทเฮาไปขนาดนั้น ไหนตอนนี้ยังมีสตรีวังหลังพวกนั้นอีก หากข้าเป็นท่านก็ต้องหลบลี้หนีหน้าให้ไกลเหมือนกัน”ที่แท้ก็ไม่ได้รู้เรื่อง
เจียงเสวี่ยหนิงผ่อนคลายลง แหวกกิ่งเหมยซึ่งห้อยระลงมากิ่งหนึ่งออกแล้วกล่าวเจือหัวเราะ“เจ้าก็รู้นี่นา ช่วงนี้ความเป็นอยู่ของข้าไม่ค่อยสู้ดีต้องปลอดภัยไว้ก่อน”
ฟางเมี่ยวรู้สึกเห็นใจ “ควรเป็นเช่นนี้”
ฟางเมี