ด้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับซื่อจื่ออย่างหาได้ยาก แม้อาการปั่วยจะยังไม่หายสนิท ทว่าอารมณ์กลับปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อยขอรับ”
“เช่นนั้นหรือ…”
เซี่ยเวยกะพริบตา เอ่ยคล้ายพึมพำกับตนเอง“เช่นนั้นก็ดี”
หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่พำนักอยู่ที่เรือนเฉิงชิ่งซึ่งอยู่ด้านหลังเรือนชิ่งอวี๋พอดี
หากจะไปเรือนเฉิงชิ่งก็ต้องเดินผ่านเรือนชิ่งอวี๋ก่อน
มีภูเขาจำลองและกระถางต้นไม้แคระตลอดเส้นทาง ระเบียงทางเดินเลี้ยวลดคดเคี้ยว ดูออกว่าเป็นจวนที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่ถึงกระนั้นเสาและคานแกะสลักจำนวนมากก็ตกแต่งใหม่ ต้นไม้ใบหญ้าภายในจวนต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อนโดยสิ้นเชิง
เซี่ยเวยเดินมาถึงตรงนี้กลับรู้สึกไม่คุ้นเคยเป็นอันมาก
เรือนชิ่งอวี๋ตั้งอยู่ริมน้ำซึ่งมีปลาจิ่นหลีแหวกว่ายไปมา ทั้งยังปลูกต้นอิงเถาสูงตระหง่านต้นหนึ่งบริเวณที่ติดกับระเบียงทางเดินฝังนี้
ฤดูเหมันต์เช่นนี้ใบไม้ร่วงหล่นจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่าต้นอิงเถานี้สูงยิ่งนัก แทบจะทะลุหลังคาห้อง มีกิ่งก้านบางส่วนลอดผ่านมาถึงยอดหลังคาระเบียงทางเดิน เมื่อยืนมองจากข้างใต้ เงาไม้สูงซึ่งแผ่กิ่งก้านหร็อมแหร็มภายใต้ท้องฟั้าอันขมุกขมัวก็คล้ายจะทำให้คนใคร่อยากมองเห็นก้านใบสีเขียวของมันในฤดูคิมหันต์อันร้อนระอุ
เซี่ยเวยทอดสายตามอง ไม่อาจละสายตาได้อยู่บ้างพ่อบ้านเห็นแล้วก็นึกเพียงว่า เขาคงรู้สึกสงสัยว่าไฉนจวนหย่งอี้โหวอันกว้างใหญ่กลับปล่อยให้ต้นไม้ต้นหนึ่งมีสภาพเป็นเช่นนี้ได้ จึงหัวเราะกล่าว