ีหลังสิ พี่หญิง!”ยากเย็นนักกว่าโจวเปั่าอิงจะเอาชนะได้สักกระดาน เพราะฉะนั้นย่อมไม่มีทางยอมให้นางเปลี่ยนหมากโดยง่ายแน่ ทั้งสองจึงเอะอะโวยวายอยู่เหนือกระดาน
เหยาซีเพิ่งเสี่ยงอันตรายมา รู้สึกจิตใจเหนื่อยล้า แสร้งชมดูอย่างเป็นปกติครู่หนึ่งถึงจะบอกว่าตนเองง่วง แล้วเดินออกไปจากหอหลิวสุ่ย
โหยวเย่ว์เห็นรูปการณ์เป็นเช่นนี้ ดวงตาก็ลุกวาบ เดินตามไปเช่นกัน
ยามเจียงเสวี่ยฮุ่ยเดินออกจากห้องตัวเองก็เห็นทั้งสองคนหนึ่งนำหน้าอีกคนตามหลังกลับมาพอดี ทั้งยังเอ่ยทักทายนางเบา ๆ ด้วย ทว่าคงเพราะนางเคยตำหนิคนอื่นเพื่อเจียงเสวี่ยหนิง สีหน้าที่พวกนั้นแสดงออกจึงไม่ค่อยสนิทสนมมากนัก เย็นชาอย่างน่าประหลาดจนเห็นได้ชัด
ยามนี้นางไม่ได้ใส่ใจ
จวบจนรับประทานอาหารเย็นเสร็จและกำลังเดินกลับห้องกัน ถึงสังเกตว่าบนถุงเครื่องหอมของเจียงเสวี่ยหนิงมีรอยกรีด จึงเอ่ยถามประโยคหนึ่ง “เกิดอะไรขึ้นกับถุงเครื่องหอมน่ะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มมอง “น่าจะเผลอทำหล่นและถูกเซียวซูเก็บได้ ตอนคืนให้ข้าก็มีสภาพเป็นเช่นนี้แล้ว อาจมีตรงไหนถูกกรีดจนขาดกระมัง”
ของจำพวกถุงเครื่องหอมกับผ้าซับเหงื่อล้วนเป็นของใช้ส่วนตัวของสตรี
เจียงเสวี่ยหนิงเตร็ดเตร่อยู่นอกจวนจนเคยชินย่อมไม่แยแสสิ่งปลีกย่อยพวกนี้ ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยถูกอบรมเลี้ยงดูแต่ในเรือนหลังของตระกูลใหญ่ครั้นได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ทำหล่นเมื่อใด?”
ปกติเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับนางอยู่แ