้องของพระสหายร่วมศึกษาคนอื่น ทว่าเมื่อนางรับคำเชิญของเจียงเสวี่ยหนิงให้มาเยี่ยมชมห้องก็พบความแตกต่างราวฟั้ากับเหวระหว่างห้องของพวกนางได้อย่างง่ายดาย จึงเข้าใจแจ่มชัดว่าน้องสาวของตนได้รับความโปรดปรานภายในวังหลวงมากเพียงใด
เจียงเสวี่ยหนิงถอดชุดชาววังอันหรูหราและมีรูปแบบลวดลายสลับซับซ้อนตัวนั้นแล้ว สวมเพียงชุดกระโปรงสีนภาลายปทุมพันเกี่ยวก้านอันเรียบง่าย แม้แต่เรือนผมที่เกล้าด้วยความประณีตก่อนหน้านี้ก็ปล่อยยาวสยาย เส้นผมสีดำขลับจึงปรกแผ่เต็มแผ่นหลัง ปอยผมหลายปอยถูกนางใช้นิ้วมือเรียวยาวพันเบา ๆ จนขดเป็นวง
นางมองเจียงเสวี่ยฮุ่ยด้วยสายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ฝังตรงข้ามนาง สงบนิ่งประดุจสายน้ำ “เจ้าให้ข้าเข้าวังเช่นนี้ ที่แท้ต้องการทำสิ่งใดกันแน่?”
เบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงมีพิณวางอยู่คันหนึ่งทว่ามิใช่เจียวอัน เป็นเพียงพิณที่แสนจะธรรมดาเท่านั้น
นางยื่นนิ้วมือไปดึงสายเบา ๆ ทีหนึ่ง
เมื่อได้ยินเสียงท่วงทำนองซึ่งสายพิณกำลังสั่นไหวถึงกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ ว่า “ทั้งที่เข้าวังมาแล้วและยังนำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาด้วย หากพี่หญิงใหญ่จะบอกว่าไม่รู้สาเหตุที่ข้าให้เจ้าเข้าวังมาเลยสักนิด มันออกจะเสแสร้งจอมปลอมเกินไปหน่อยแล้วกระมัง?”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยจึงก้มหน้ามองผ้าเช็ดหน้าลายปักผืนนั้น แล้วถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าแค้นข้ามากเพียงใด ความสัมพันธ์ของพวกเราเป็นเช่นไรเจ้ากับข้าล้วนกระจ่างแจ้งแก่