จากนั้นก็มองโหยวเย่ว์อีกหน ส่งเสียงเบา ๆ ด้วยคิดจะโน้มน้าว “พี่หญิงซูอี๋คงมิได้มีเจตนาร้าย ส่วนคุณหนูรองโหยวก็แค่ใช้สายตามองแวบเดียวเท่านั้นเององค์หญิงใหญ่คงเข้าพระทัยผิดกระมังเพคะ?”
“เข้าใจผิด?”
เดิมทีเสิ่นจื่ออีเรียกพวกนางมาวันนี้ก็ไม่ได้คิดอยากเล่นปาลูกดอกลงกระบอกจริง ๆ อยู่แล้วนางยังไม่ลืมเลือนคำพูดเมื่อตอนเช้าของเจียงเสวี่ยหนิงที่บอกว่า “การใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้ทำให้ไม่มีความสุข” ประโยคนั้น ก่อนหน้านี้ไม่ได้ขบคิดอย่างถ้วนถี่ บัดนี้เมื่อลอบสังเกตด้วยความใส่ใจ ถึงพบเห็นเงื่อนงำจำนวนมาก
นางแค่นหัวเราะคราหนึ่ง
ในมือยังคงถือพู่กันที่วาดภาพบนใบหน้านางกำนัลซึ่งพ่ายแพ้เมื่อสักครู่ นางย่างเท้าด้วยท่าทางแช่มช้าสบายอารมณ์ไปถึงตรงหน้าเหยาซีมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “คุณหนูเหยาช่างเป็นคนขี้สงสารเสียจริง จะให้ข้าทูลเสด็จพี่ฮ่องเต้เพื่อส่งตัวเจ้าไปที่สำนักชีไปั๋อวิ๋นเพื่อเป็นแม่ชีเลยดีหรือไม่ เช่นนี้จิตใจอันแสนดีมีเมตตาของเจ้าจะได้มีสถานที่ให้ใช้งาน?”
เหยาซีไม่ได้แสดงความประสงค์ร้ายใด ๆ ต่อเจียงเสวี่ยหนิงด้วยซ้ำ เพียงออกมาพูดจาแทนเฉินซูอี๋กับโหยวเย่ว์เท่านั้นเอง!
แต่กลับโดนข่มขู่ว่าจะส่งตัวไปเป็นแม่ชี!
มีสตรีใดบ้างกล้าเผชิญหน้าเหตุการณ์แบบนี้
ทุกคนสูดลมหายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่ง
ส่วนเหยาซีก็ยิ่งคาดไม่ถึงว่าตนเพียงพูดอย่างมีเหตุผลก็พลอยถูกเกลียดชังไปด้วย ในใจทั้งแค้นทั้งหวาดกลัว นิ้วมื