อที่อยู่ข้างกายกำเข้าหากันเงียบ ๆ แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด ทว่าไม่กล้าปริปากแม้แต่ประโยคเดียว
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงยามนี้ยังมีผลไม้แช่อิ่มรสชาติหวานอมเปรี้ยวอยู่ในปาก
นางตกใจจนกลืนไม่ลง
นางเคลื่อนสายตามองสำรวจทุกคน ก่อนจะย้อนกลับไปที่ร่างเสิ่นจื่ออี ไม่รู้เลยว่าองค์หญิงที่สูงส่งผู้นี้เกิดเสียสติอะไรขึ้นมา เหตุใดพอเห็นใครก็จงเกลียดจงชังไปหมดแม้นางจะรู้สึกว่า…
สะใจสุด ๆ เลยก็เถอะ!
ระหว่างเสิ่นจื่ออีเคลื่อนสายตาก็สบกับสายตาแฝงด้วยความเทิดทูนหลายส่วนของนางเข้าพอดี ใบหน้าพลันแดงซ่าน รู้สึกเท้าล่องลอยบนเมฆา คล้ายว่าร่างจะโบยบินได้อย่างไรอย่างนั้น จนต้องแสร้งทำเป็นหลบเลี่ยงสายตานี้
ทว่ายามหันศีรษะหาผู้อื่นกลับมีใบหน้าเย็นชา
นางกล่าวเสียงดังว่า “ข้าเคยบอกแล้วนะหากผู้ใดคิดจะผิดใจกับหนิงหนิงก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนชอบทำหูทวนลมเสียได้ พวกเจ้าอย่านึกนะว่าที่ข้าเรียกมาวันนี้เพราะอยากเล่นสนุก แต่เป็นเพราะอยากจะเรียกมาเตือนต่างหากว่า…ขอเพียงเป็นเรื่องที่เปินกงจู่จัดการได้ หากผู้ใดทำให้หนิงหนิงไม่มีความสุขข้าก็จะทำให้คนผู้นั้นไม่มีความสุขมากกว่าเป็นสิบเท่าร้อยเท่า!”
ลูกดอกที่ใช้ปาลงกระบอกยังคงวางอยู่บนโต๊ะ
ใบหน้าเหล่าข้าราชบริพารบ้างยังคงมีแถบกระดาษแปะ บ้างยังเป็นคราบดำจากการโดนหมึกวาด
ทว่าความครื้นเครงและเสียงหัวเราะสนุกสนานเมื่อสักครู่กลับสลายไปสิ้นแล้ว
จวบจนตอนน