่ยหนิงมีความสามารถใดกันแน่ถึงทำให้คนลุ่มหลงขนาดนี้
ด้านโหยวเย่ว์ซึ่งผูกใจเจ็บกับเจียงเสวี่ยหนิงช่วงวันหยุดพักผ่อน แม้จะแค้นนางเข้ากระดูกดำแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา และยิ่งไม่กล้ากระทำอันใดด้วย เนื่องจากกลัวจะตกหลุมพรางของฝั่ายนั้นเข้า บัดนี้จึงทำได้เพียงมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยสายตาดูแคลนระคนเดือดดาลแต่แล้ว…
ขณะยังไม่ทันได้คิดหาวิธีเล่นงาน สายตาซึ่งฉายชัดว่านางกำลังวางแผนยั่วโทสะเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ก็ถูกเสิ่นจื่ออีเห็นเข้าพอดี
เสิ่นจื่ออีจ้องมองนางสักพัก จากนั้นจึงเลิกคิ้ว“เจ้าใช้สายตาเช่นนี้มองหนิงหนิงหมายความว่าอย่างไร?”
โหยวเย่ว์ “??????”
นางมึนงงไปหมดแล้ว
เรื่องที่ไม่กล้าพูดไม่อาจทำน่ะช่างเถอะตอนนี้แม้แต่สายตาก็ยังแสดงออกไม่ได้อีกหรือนี่?!
โหยวเย่ว์ตกใจจนรีบถอนสายตากลับ กล่าวเสียงสั่นว่า “หม่อมฉัน หม่อมฉัน…”
เสิ่นจื่ออีไม่ฟังแม้แต่น้อย “ถ้าใช้สายตาเช่นนี้มองหนิงหนิงอีก ข้าจะสั่งให้คนควักลูกตาเจ้าออกมาเสีย!”
โหยวเย่ว์ตัวสั่นงันงก เหงื่อเย็นซึมหน้าผากใบหน้าเผือดสีในบัดดล แทบจะคุกเข่าลงกับพื้นยอมรับผิด คราวนี้แม้แต่ศีรษะก็ยังไม่กล้าเงยขึ้นมา พูดคำว่า “เพคะ เพคะ” ระรัวก่อนหน้านี้เฉินซูอี๋ยังไม่ได้ทำอะไรก็ถูกต่อว่าทันที ต่อมาโหยวเย่ว์เพียงใช้สายตายังถูกข่มขู่อย่างน่าพรั่นพรึง พระสหายร่วมศึกษาคนอื่นต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ
คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเอ่ยวาจา
เหยาซีกลับมองเฉินซูอี๋ทีหนึ่ง