่าจะมองอย่างไรก็มีแต่ความเย้ยหยัน
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะกัดผลไม้แช่อิ่มในมือไปคำเล็ก ๆ นางวางลงเบา ๆ อ้าปากจะเปล่งวาจา
คิดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่ออีกลับย่นหัวคิ้ว กล่าวกับเฉินซูอี๋ทันควัน “ไม่เห็นหรือว่าหนิงหนิงกำลังกินอยู่ นางกินเสร็จเมื่อไหร่ย่อมมาเล่นเอง ไยเจ้าจึงต้องพูดมากด้วย?”
ถ้อยคำนี้ตรัสอย่างไม่เกรงใจกันเกินไปแล้ว!
ทุกคนต่างตกตะลึง!
เฉินซูอี๋เองก็คิดไม่ถึง นางอ้าปากหวอเล็กน้อยทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เฉินซูอี๋เดิมทีเป็นมุกในฝั่ามือของมหาบัณฑิตเฉินมาโดยตลอด พอจะนับว่ามีสถานะสูงส่งอยู่บ้าง ยามปกติก็เล่นสนุกอยู่กับเซียวซู ภายในวังหลังมีผู้ใดบ้างไม่ไว้หน้านาง
แม้แต่เสิ่นจื่ออีเอง ก่อนหน้านี้ยังมีท่าทีเป็นมิตรกับนางเลยบัดนี้แค่นางถามเจียงเสวี่ยหนิงเพียงประโยคเดียว เสิ่นจื่ออีถึงกับพูดจาไม่ไว้หน้ากันแล้ว
เฉินซูอี๋รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง ใบหน้าบัดเดี๋ยวแดงก่ำบัดเดี๋ยวซีดเผือด นางเอ่ยปากอย่างอึกอักคิดจะแก้ต่างให้ตนเอง “องค์หญิง หม่อมฉันไม่ได้…”
เสิ่นจื่ออีใบหน้าไร้ความรู้สึก กล่าวอย่างเย็นชา “ถ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็หุบปากไปเสีย”
ทั้งตำหนักเงียบสงัดในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงมองเสิ่นจื่ออีอึ้ง ๆคนฉลาดล้วนดูออก คล้ายองค์หญิงใหญ่เล่อหยางจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก มิหนำซ้ำคำพูดคำจายังปกปั้องแต่เจียงเสวี่ยหนิง แม้กระทั่งกับสตรีในห้องหอจากตระกูลใหญ่เช่นเฉินซูอี๋ก็ยังไม่คิดไว้ไมตรีสักนิด
ที่แท้เจียงเสวี