ี้เจ้าก็จะได้อยู่ในวังหลวงเช่นกัน นั่นจะไม่เท่ากับได้อยู่กับข้าทุกวี่วัน ได้พบหน้ากันบ่อย ๆได้กินได้เล่นได้นอนร่วมกันหรอกหรือ?”
ดวงตาทั้งสองของนางเปล่งประกาย
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่า ชาตินี้เสิ่นจื่ออีจริงใจกับตนยิ่งนัก เดิมทีนางอยากปฏิเสธ แต่เมื่อมองสบสายตาเช่นนี้เข้า แม้คำพูดจะมาถึงริมฝีปากแล้วก็ไม่กล้าเปล่งออกมา
แต่หากไม่พูดจาให้ชัดเจนแล้วละก็…
เรื่องก่อนหน้านี้ผุดขึ้นในหัวสมองนางอีกคราทั้งที่ไม่ได้เสนอชื่อนางขึ้นมาแท้ ๆ กลับจับพลัดจับผลูได้เข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษาจากนั้นภาพทุกเหตุการณ์ซึ่งเคยประสบพบเจอหลังเข้าวังหลวงรวมถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดในภายภาคหน้าก็ผุดตามมา
นางกลัวเหลือเกิน และเหนื่อยเหลือเกิน
ในเมื่อเคยใช้ชีวิตอย่างหรูหราและสูงศักดิ์มาในชาติที่แล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่อยากซ้ำรอยเดิมอีก
นางพลันหันกลับไปมองเสิ่นจื่ออีด้วยสายตาจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หยิบต่างหูหลิวหลีสีม่วงคู่นั้นมาจากมือองค์หญิงใหญ่ แล้ววางกลับลงไปในหีบเครื่องประดับ “เสวี่ยหนิงเข้าวังมาได้เป็นกรณีพิเศษเพราะองค์หญิง ความสลับซับซ้อนซึ่งเกิดขึ้นระหว่างนั้น คิดว่าทรงกระจ่างแจ้งยิ่งกว่าหม่อมฉันแน่ เช่นนั้นก็น่าจะทรงทราบดีว่า คนที่จวนตระกูลเจียงส่งชื่อขึ้นมาในคราแรกหาใช่หม่อมฉันไม่ การได้รับความโปรดปรานจากองค์หญิงจนได้รับพระบัญชาให้เข้าวัง และยังได้รับการดูแลเอาใจใส่จากองค์หญิงอยู่หลายครา ทำให้เสวี่ยห