นิงรู้สึกปีติยิ่งที่ได้รู้จักกับพระองค์ ทว่าชีวิตภายในวังหลวงกลับมิใช่สิ่งที่เสวี่ยหนิงชอบ เสวี่ยหนิงมีชาติกำเนิดต่ำต้อย ไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ เพียงต้องการหวนคืนสู่ชนบทที่เคยอยู่ครั้งวัยเยาว์เพื่อปลดปล่อยจิตใจเพคะ…”
เสิ่นจื่ออีนิ่งอึ้ง
นางคิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะกล่าวเช่นนี้ออกมา
ต่างหูหลิวหลีสีม่วงคู่นั้นในมือหายไปแล้ว สิ่งที่มาแทนที่คือฝั่ามือซึ่งกอปรด้วยความอบอุ่นนิดๆ ของเจียงเสวี่ยหนิง
ทว่าเสิ่นจื่ออีกลับมีโทสะขุมหนึ่งผุดขึ้นภายในจิตใจ
เสิ่นจื่ออีใคร่เอ่ยว่า ‘ข้าดีต่อเจ้าเช่นนี้ ไฉนเจ้าจึงกล้าคิดจะจากไป’ แต่ครั้นสบกับแววตาอันอบอุ่นจริงใจของเจียงเสวี่ยหนิง เพลิงโทสะซึ่งเพิ่งจะบังเกิดก็ค่อย ๆ ถูกสายน้ำหลั่งชโลมกระทั่งดับมอด แปรเปลี่ยนเป็นความอ้างว้างและความน่าสงสารอยู่หลายส่วน
นางถามว่า “เจ้าไม่ชอบอยู่ในวังหลวง?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “การใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้ทำให้คนไม่มีความสุขเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกลั้นลมหายใจ “เช่นนั้นเจ้าบอกมาว่าผู้ใดทำให้เจ้าไม่มีความสุข ข้าจะเล่นงานพวกนั้นให้ไม่มีความสุข จะได้ทำให้เจ้ามีความสุขสุดๆ !”
นิสัยเหมือนเด็กน้อยเสียจริง
สองตาของเสิ่นจื่ออีเบิกกว้าง คิ้วเรียวเล็กเลิกขึ้น แม้จะมีรอยแผลเป็นบริเวณหางตา แต่ถึงกระนั้นกลับไม่อาจทำลายความสูงศักดิ์เยี่ยงองค์หญิง พวงแก้มทั้งสองข้างพองขึ้นมา ริมฝีปากเม้มเหยียดเป็นเส้นตรง เห็นชัดว่าไม่ยอมเลิกราแต่โดยดี
เจียงเสว