ึ้นเรื่อย ๆ
ครั้นอ้าปากก็พูดจาไม่รู้จักจบสิ้น อย่างกับนกขุนทองที่พูดจาเจื้อยแจ้วเสียงดัง
เจียงเสวี่ยหนิงแหงนศีรษะมองท้องฟั้า นางถอนหายใจยาวเป็นครั้งแรกที่นึกอยากตบปากตนเองฉาดใหญ่ถึงเพียงนี้ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกนางคงบอกเสิ่นจื่ออีไปเลยว่า ‘หม่อมฉันยินดีเป็นพระสหายร่วมศึกษาของพระองค์มากกว่า แต่มิใช่พี่สะใภ้ของพระองค์เพคะ’ เกรงว่าเสิ่นจื่ออีคงล้มเลิกความคิดจะให้นางแต่งงานกับเสิ่นเจี้ยทันทีเชียวละ ไหนเลยตนจะต้องมาถูกซักไซ้ไล่เลียงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างปัจจุบัน
ทำดีไม่ได้ดีเลยจริง ๆ !
ในที่สุดหลังจากเสิ่นจื่ออีพูดการคาดเดาอันแสนจะพิสดารข้อที่ยี่สิบสามจบ เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจต้านทานการทดสอบอันแสนเย้ายวนได้ลองเอ่ยปากเลียบเคียงว่า “ในเมื่อพระองค์ใส่พระทัยว่าหม่อมฉันจะมีความสุขหรือไม่ถึงเพียงนี้เช่นนั้นหม่อมฉัน…ก็จะขอกราบทูล ที่จริงแล้วการออกจากวังมีความสุขมากกว่าเพคะ…”
เสิ่นจื่ออีเผยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้นาง“หนิงหนิง เจ้าฝันไปเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เสิ่นจื่ออีสวมต่างหูหลิวหลีสีม่วงคู่นั้นให้นางเกลี้ยกล่อมอย่างร่าเริงสดใสยิ่งนัก “เปลี่ยนเป็นข้อแม้อื่นเถอะ หากเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น เปินกงจู่จะทำให้เจ้าได้แน่!”
เจียงเสวี่ยหนิงลอบหลั่งน้ำตาในใจ ครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน สมองพลันผุดความคิดอันอุกอาจขวัญกล้าขึ้นมาอย่างหนึ่ง “เช่นนั้นสิ่งที่ทำให้หม่อมฉันไม่มีความสุขมากที่สุดก็คือ