ึกยามนี้คนผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราเล่มหนึ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ใต้แสงเทียนอันสว่างโรจน์บนโต๊ะ มวยผมที่ปล่อยลงมาถูกรวบมัดอย่างเรียบง่าย ปลายผมพาดผ่านหัวไหล่ทิ้งตัวถึงบริเวณหน้าอก ทว่าดวงหน้ากลับดูเกลี้ยงเกลา แฝงด้วยอากัปกิริยาอันละมุนละไม
เป็นโหยวฟางอิ๋นนั่นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งทันที ยืนมองจากภายนอกห้องขังเข้าไปด้านใน ไม่รู้ว่าควรทำอะไรไปชั่วขณะ
โจวอิ๋นจือที่เดินอยู่ด้านหลังนางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเช่นกัน
สถานที่แห่งนี้เงียบสงบ ยามพวกเขาเดินเข้ามาก็บังเกิดเสียงฝีเท้า โหยวฟางอิ๋นจึงได้ยินอย่างง่ายดาย ครั้นผินหน้ากลับมามองก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่เบื้องนอก นางพลันดีอกดีใจเป็นล้นพ้น รีบลุกขึ้นตรงไปเปิดประตูห้องขังซึ่งกำลังปิดอยู่ทันที “คุณหนูรองมาได้อย่างไรนี่!”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”นางเหลือบตามองโจวอิ๋นจืออย่างเงียบงัน
จำต้องยอมรับว่า ถึงคนผู้นี้จะใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต แต่สาเหตุที่ชาติก่อนนางมักใช้งานและค่อนข้างให้ความสำคัญกับเขามากล้วนมีเหตุผล
ทำงานได้หมดจดเสียเหลือเกิน
ประตูห้องขังไม่ได้ลั่นกุญแจแต่แรกแล้ว เพียงงับปิดเหมือนประตูบ้านของคนธรรมดาทั่วไป
โจวอิ๋นจือเห็นภาพเช่นนี้จึงถอยไปห่าง ๆก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปพลางมองสำรวจคราหนึ่ง สุดท้ายยังรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ออกจะคับแคบมากเกินไปอยู่ดี นางมองโหยวฟางอิ๋นแล้วเอ่ยว่า “ข้าคิดเรื่องนี้ได้กะทันหัน พลอยทำให