้เจ้าต้องประสบคราเคราะห์เข้าคุกไปด้วย…”
โหยวฟางอิ๋นกลับไม่เคยรู้สึกยินดีปรีดาเช่นนี้มาก่อน
นางเหลียวซ้ายแลขวามองห้องคุมขังของตนกลับรู้สึกว่าสุขสบายยิ่งนัก เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเจียงเสวี่ยหนิงก็รีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่เลยเจ้าค่ะ!ใต้เท้าโจวดูแลข้าดีมาก ข้ารู้ดีว่าคุณหนูรองไม่อยากให้ข้ากลับไปรับการลงโทษที่จวน ต้องโทษข้าที่เลือดขึ้นหน้าจนวู่วามเกินไป ข้า ข้าอยู่ในนี้มีความสุขมาก มีความสุขเหลือเกินเจ้าค่ะ”เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน “มีความสุข?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะหนัก ๆ ไม่อาจปิดบังความยินดีบนใบหน้า อยากจะบอกนางว่าสถานที่แห่งนี้ดีกว่าห้องเก็บฟืนไม่รู้ตั้งเท่าไร มิหนำซ้ำยังมีตะเกียงส่องสว่างและมีสมุดบัญชีให้เรียนรู้เพียงแต่ขณะกำลังจะเอ่ยออกไปก็สบกับสายตาเจียงเสวี่ยหนิง โหยวฟางอิ๋นจึงนึกได้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจให้นางล่วงรู้
ดังนั้นพออ้าปากแล้วก็หุบลงไปอีก
ศีรษะเองก็ก้มต่ำปราศจากความลิงโลดเมื่อสักครู่ กลับมามีท่าทางขลาดกลัวอย่างที่เคยพบเห็นเป็นประจำเจียงเสวี่ยหนิงเห็นนางเป็นเช่นนี้ ต่อให้ไม่รู้ก็คาดเดาไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว
เมื่อเห็นใบหน้าซูบผอมอิดโรยของนาง ไหนเลยจะไม่รู้อีกว่าช่วงที่ตนอยู่ในวัง โหยวฟางอิ๋นใช้ชีวิตอยู่ภายในจวนด้วยความยากลำบาก
นางพลันรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงฝืนยิ้ม จูงมือโหยวฟางอิ๋นไปนั่งบนที่นอนสะอาดสะอ้านด้วยเบ้าตาผ่าวชื้นเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าตอนเจ้าอยู่ในจวนถูกพวกนาง