ับคำว่า ‘กิน’ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยอยากอาหาร มื้อนี้จึงกินน้อยมาก
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนั่งอยู่ด้านข้าง ไม่ปริปากเช่นกัน
คนในครอบครัวร่วมรับประทานอาหารอย่างเงียบกริบ ทำให้รู้สึกว่าบรรยากาศติดจะหนักอึ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อถึงเวลาดื่มชาหลังรับประทานอาหารเสร็จ เมิ่งซื่อถึงกล่าวขึ้นมาว่า “ถึงอย่างไรนายท่านก็เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องราวภายในจวน มีเรื่องบางอย่างที่ข้าไม่สะดวกจะเอ่ยปากเหมือนกันเพียงแต่ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ว่าจวนหย่งอี้โหวถูกฝั่าบาททอดทิ้งเสียแล้ว ที่ผ่านมาลูกหนิงของเราได้รับการดูแลจากท่านโหวน้อยมามาก ถึงแม้จะไม่อาจเกี่ยวดองกันได้อีก แต่หากว่ากันตามน้ำใจและเหตุผล พิธีสวมกวานนี้สมควรไปจริง ๆ เรื่องนี้ข้าไม่คัดค้าน ทว่าด้านลูกฮุ่ยนั้นไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนโหว ก่อนหน้านี้ตอนข้าดื่มชากับพวกติ้งกั๋วกงฮูหยิน เคยได้ยินว่าอีกไม่นานหลินจืออ๋องจะทรงคัดเลือกพระชายาแล้ว ข้าว่าวันพิธีสวมกวานนั้น ลูกหนิงต้องไป ส่วนลูกฮุ่ย น่ะช่างเถิด”
ท้ายที่สุดแล้วการที่เจียงเสวี่ยหนิงได้เข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษาก็เป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัว
แม้จะรู้สึกว่าการที่นางไปเป็นศัตรูคู่แค้นกับคุณหนูจากจวนชิงหย่วนปั๋อจะทำให้ผู้ใหญ่เช่นพวกตนบังเกิดความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยยามได้พบปะกันภายนอก แต่เมิ่งซื่อก็มิได้ว่ากล่าวอะไรมากนัก คิดเพียงว่าจะดึงลูกฮุ่ยให้ออกห่างสักหน่อย เพื่อเหลือโอกาสให้งานมงคลที่จะมีขึ้นในภายภาคหน้าบ้