างแม้เจียงปั๋อโหยวกับจวนหย่งอี้โหวจะมีความสัมพันธ์กันไม่น้อย ทว่าเมื่อภยันตรายอันใหญ่หลวงกำลังกล้ำกราย ไม้ซีกย่อมไม่อาจงัดไม้ซุง จำต้องคิดถึงสถานการณ์ของจวนตนเองก่อนเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้โต้แย้งคำพูดของเมิ่งซื่อ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เอ่ยอะไรเช่นกัน
เจียงปั๋อโหยวจึงตอบว่า “เช่นนี้ก็ดี”
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งก่อนหน้านี้ไม่พูดไม่จาอยู่ด้านข้าง กลับเงยศีรษะขึ้นมากล่าวว่า “ข้าจะไปด้วยเจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อเบิกตาโพลง “ลูกฮุ่ย!”
ทว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมองเจียงเสวี่ยหนิงแวบหนึ่งไม่คิดเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ “ท่านพ่อเป็นประมุขของบ้าน ถึงครานั้นเมื่อไปร่วมพิธีสวมกวาน การตัดสินใจของพวกลูกอย่างข้าไม่ว่าจะไปหรือไม่ก็มิได้มีความหมายอันใดนัก มิหนำซ้ำยามนี้ใช่ว่าจะไม่อาจกู้สถานการณ์ของจวนหย่งอี้โหวกลับคืนมาได้เสียหน่อย ท่านพ่อกับน้องหญิงไปกันหมด เช่นนั้นท่านแม่กับข้าก็สมควรไปด้วยเจ้าค่ะ”
เมิ่งซื่อตะลึงงันทันที
แม้แต่เจียงปั๋อโหยวเองยังนึกไม่ถึงเจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองนางนิ่ง ๆ เห็นนางดวงหน้างดงามหมดจด สีหน้าสงบเยือกเย็นก็ครุ่นคิดถึงวาจาที่อีกฝั่ายเอ่ยออกมา เจียงเสวี่ยฮุ่ยกล่าวสิ่งใดล้วนสมเหตุสมผล บุคลิกสมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ ไม่ได้ดูด้อยไปกว่าเซียวซูเลยสักนิด
ดังนั้นจึงคลี่ยิ้มอย่างแช่มช้า
ด้านเมิ่งซื่อเมื่อคิด ๆ ดูแล้วก็เห็นด้วย
ส่วนเจียงปั๋อโหยวทอดถอนใจที่ลูกฮุ่ยรู้ความและเข้