น แต่กลับต้องประสบการให้ร้ายและความตื่นตระหนกที่ไม่เคยพานพบในชาติก่อน ที่แท้เป็นเพราะชาตินี้นางเกิดความเปลี่ยนแปลงจนทำให้ผู้ที่ลอบทำร้ายรู้สึกไม่ปลอดภัยจนต้องลงมือ หรือว่าเดิมทีชาติก่อนก็มีการให้ร้ายเช่นนี้อยู่แล้วเพียงแต่นางไม่รู้ด้วยเหตุผลบางประการ หรือมิเช่นนั้นในชาติก่อนอาจเกิดเหตุพลิกผันจนอีกฝั่ายให้ร้ายไม่สำเร็จกันแน่นะ
เซียวซูกล่าวเรียบ ๆ “องค์หญิงใหญ่และหลินจืออ๋องเป็นเชื้อพระวงศ์ ฮองเฮาและฝั่าบาทกริ้วชั่วขณะจึงเพิ่มบทลงโทษก็เท่านั้น จะนำมาเทียบกับผู้อื่นได้อย่างไรกัน?”
เหยาหรงหรงเงียบเสียงทันที
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับบังเกิดความคิด จงใจเผยรอยยิ้มออกมา พูดต่ออีกประโยคว่า “คุณหนูใหญ่เซียวกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เชื้อพระวงศ์มีฐานะสูงส่ง แม้โดนลงทัณฑ์ก็เพียงเพราะอยากให้พวกเขาทบทวนให้ดีเท่านั้นไม่มีทางลงทัณฑ์อะไรจริง ๆ หรอก ต่อให้ถูกกักบริเวณและต้องคุกเข่าสำนึกผิดหลายวันจริง องค์หญิงใหญ่อาจรู้สึกเบื่อหน่ายแต่หลินจืออ๋องมิแน่จะรู้สึกแบบเดียวกัน ตอนนี้ใกล้ถึงวันเหมายันแล้ว เป็นช่วงเวลาดีในการหลบอยู่ในจวนเพื่อวาดภาพยามเหมันต์พอดี บางทีท่านอ๋องอาจจะดีใจที่สามารถอยู่ว่างหลายวันก็เป็นได้”
เดิมทีเซียวซูเดินอยู่ข้างหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ภาพยามเหมันต์’ ฝีเท้ากลับชะงักทันที อดหันกลับมามองเจียงเสวี่ยหนิงแล้วกล่าวระคนยิ้มไม่ได้ “คุณหนูรองเจียงช่างรู้