อะไรมากมายเสียจริง”
แม้เสิ่นเจี้ยจะมีสถานะสูงส่งเป็นถึงหลินจืออ๋อง และต่อมาก็ยิ่งได้รับการสถาปนาให้เป็น‘พระอนุชารัชทายาท’ แต่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องการปกครองสักเท่าไรนัก อีกทั้งยังมีอุปนิสัยสุภาพนุ่มนวล อารมณ์สุนทรีมาตลอด เขามีงานอดิเรกที่น้อยคนนักจะรู้ นั่นคือการวาดภาพทิวทัศน์ยามฤดูเหมันต์ ชาติก่อนนางแต่งงานกับเสิ่นเจี้ยไปแล้วถึงได้รู้ ส่วนคนธรรมดาทั่วไปคงยากจะรู้เรื่องนี้
คิดไม่ถึงว่าเซียวซูก็รู้ด้วยเช่นกัน
ต้องรู้ก่อนว่าขณะนี้เสิ่นเจี้ยยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระอนุชารัชทายาท มิหนำซ้ำเจียงเสวี่ยหนิงเพียงเคยได้ยินแค่ว่าเซียวซูกับเสิ่นจื่ออีสนิทสนมกัน ไม่ยักเคยได้ยินว่าเซียวซูคุ้นเคยกับเสิ่นเจี้ยด้วย…
คิดแล้วเจียงเสวี่ยหนิงก็แค่นหัวเราะในใจทว่าบนใบหน้ากลับยกยิ้มด้วยความอ่อนโยนและเป็นมิตร แสดงสีหน้าว่าตนไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเซียวซูสักเท่าใดนักเซียวซูไม่เอ่ยอะไรอีก
ไม่นานนักประตูวังก็อยู่ใกล้เพียงตรงหน้า รถม้าและเกี้ยวที่แต่ละจวนส่งมารับคนต่างรออยู่ภายนอก
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้พบคุณหนูของตนมาสิบวันเต็มแล้ว
ทั้งสองต่างรอคอยอยู่หน้ารถม้า
เจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาจากประตูวัง ครั้นเห็นคนทั้งสองก็นิ่งอึ้ง เด็กสาวสองคนนี้สวมเสื้อนวมซึ่งทั้งหนาและอบอุ่น ผมเผ้าหน้าตาเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน ดูไปแล้วผิวพรรณขาวผุดผ่องสดใส ใบหน้ามีเลือดฝาดประดับรอยยิ้มปีติยินดี เมื่อเห็นนางก็