งเก็บอาการทำตัวหนักแน่นไม่แสดงออกตำตา แต่เหลียนเอ๋อร์นี่สิดวงตาทั้งสองข้างหยีจนจะใกล้เป็นจันทร์เสี้ยวอยู่แล้ว แทบจะเขียนคำว่า ‘ยินดี’ แปะบนหน้า
นางอดหัวเราะตามไม่ได้ด้วยเหตุนี้จึงจงใจพูดกระเซ้าพวกนาง “เห็นคุณหนูของพวกเจ้ากลับมาก็ดีใจขนาดนี้เชียวหรือ? เช่นนั้นดูท่าคงคิดถึงข้าจะแย่เป็นแน่แท้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปกราบทูลองค์หญิงใหญ่ว่าไม่ขอเป็นพระสหายร่วมศึกษาแล้วดีกว่า วัน ๆ อยู่แต่ในจวน จะได้ไม่ต้องทำให้พวกเจ้าคิดถึง”
ถังเอ๋อร์ “…”
เหลียนเอ๋อร์ “หา? อย่านะเจ้าคะ โอกาสอันดีที่จะได้เข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษาเช่นนี้…”
พอกล่าวจบก็สบเข้ากับสายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของเจียงเสวี่ยหนิง พลันบังเกิดปัญญารู้สึกตัวขึ้นมาทันที รีบปั้องปากของตน เผยสีหน้าน่าเวทนาสงสาร
เจียงเสวี่ยหนิงพิงหมอนอิงที่วางอยู่ในตัวรถมองดูพวกนางแสดงความรู้สึกผ่านสีหน้าทั้งหมดจวบจนตอนนี้นางถึงผ่อนคลายลงเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีมานาน
สายลมเอื่อยพัดผ้าม่านของตัวรถให้เลิกขึ้น
นางทอดสายตาผ่านมุมนั้น ขณะสารถีกวัดแกว่งแส้ม้า สะบัดบังเหียนเพื่อบังคับให้รถม้าเปลี่ยนทิศทาง พระราชวังอันโอฬารซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางไอหมอกยามเช้าอันหนาทึบปรากฏวูบผ่านมุมแคบ ๆ เบื้องหน้าหน้าต่างรถของนางพอดี จากนั้นก็ค่อย ๆ เลือนลับไป…
ช่วงเวลาในการเป็นพระสหายร่วมศึกษาอันสงบสุขที่แสนสั้นนี้ ในที่สุดก็สิ้นสุดลง
———-
ระหว่างทางที่รถม้าเดินทางกลับจวนตระกูลเ