ถหยาบกระด้างตามท้องถนนทั่วไป ไม่ต่างอะไรกับตาแก่ตายยากหัวโบราณคร่ำครึพวกนั้น ไม่อาจเรียกว่าเป็น ‘กึ่งอริยชน’ ได้อีก
ปัง!
หมากอีกตัวถูกนางปากระทบผนัง กระดอนตกลงบนพื้น
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าเย็นชา ไม่เหลือบแลสักแวบ
ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องบนผนัง สาดประกายคมปลาบเล็กน้อย ประหนึ่งกำลังจ้องมองและยิงทะลุผ่านร่างของใครบางคนอย่างไรอย่างนั้น
ขณะผู้อื่นกลับมาหลังจากเลิกเรียน หมากทั้งสองโถก็ถูกปาทิ้งหมด
เม็ดสีดำและสีขาวหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น
มีคนเคาะประตูห้องนางเบา ๆ จากภายนอก
นางหยิบตำรามานั่งอ่านบนเก้าอี้เอน ครั้นได้ยินเสียงจึงเอ่ยถาม “ใครน่ะ?”
เสียงของเสิ่นจื่ออีดังจากข้างนอก “หนิงหนิงข้าเอง”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง รีบวางตำรา ลุกขึ้นไปปลดกลอนที่ลั่นดาลเอาไว้ ครั้นเงยศีรษะก็มองเห็นเสิ่นจื่ออียืนอยู่หน้าประตูห้องนาง ข้างหลังปราศจากผู้ใด อีกฝั่ายมองมาด้วยความห่วงใยหน่อย ๆ “เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?”
เจียงเสวี่ยหนิง “ก็แค่หาข้ออ้างเพื่อโดดเรียนเอง ไม่เป็นอะไรเพคะ”
เสิ่นจื่ออีกล่าวด้วยความโล่งอก “ข้าเดาอยู่แล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ จางเซียนเซิงผู้นั้น ข้าฟังแล้วยังทนไม่ไหวเลย!”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้สึกว่าเซียนเซิงผู้นั้นเป็นเหมือนเนื้อร้าย ครั้นแล้วก็นึกถึงเรื่องที่ตนเคยอยากจะฟั้องขึ้นมาได้ จึงจับมือเสิ่นจื่ออีให้เข้ามานั่งในห้อง ก่อนจะเอ่ยว่า “พระองค์เองก็คิดว่าคนผู้นี้ไม่ดี?”เสิ่นจื่ออีรู้สึกสะอิดสะเ