อียน “ที่ผ่านมาเคยได้ยินแค่ว่าสตรีที่อยู่ภายนอกต้องเรียนเตือนสตรีแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอันใด วันนี้พอได้ยินก็รู้สึกมวนท้องยิ่งนัก นี่เห็นสตรีเป็นคนเสียที่ไหนกัน? ที่น่าแค้นใจคือของน่ารังเกียจเช่นนี้ยังเอาเข้าวังมาสอนในห้องเรียนได้อีก!”
เจียงเสวี่ยหนิงพูดเลียบเคียง “เช่นนั้นทรงคิดจะจัดการเช่นไรหรือเพคะ?”
เดิมทีเสิ่นจื่ออีแค่พร่ำบ่น ไม่ได้คิดจะจัดการอะไร แต่เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกล่าวเช่นนี้ นางจึงตรึกตรองตามไปด้วยจริง ๆ ดวงตาสองข้างพลันสว่างวาบ ปรบมือเอ่ยว่า “นั่นสิ เปินกงจู่เคยถูกลบหลู่เช่นนี้ที่ไหนกัน? ตำราเตือนสตรีนี้คนทั่วไปเอามาใช้พร่ำพูดเหลวไหลน่ะช่างเถอะ แต่จะให้เปินกงจู่ซึ่งเป็นถึงองค์หญิงต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ? ข้าจะไปฟั้องเสด็จพี่ฮ่องเต้และเสด็จแม่ จะได้ตักเตือนอาจารย์โง่เขลาดื้อด้านผู้นี้สักหน่อยให้เขายกเลิกวิชานี้ไปเสีย”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกยินดีขึ้นมาหลายส่วน“เป็นเช่นนี้ก็ดียิ่งนักเพคะ”
เสิ่นจื่ออีเองก็มีความสุขตามไปด้วย
แต่แล้วหัวคิ้วที่เพิ่งจะคลายไปได้ไม่นานเท่าไรจู่ ๆ ก็เผยความหดหู่อีกครา นางกล่าวเสียงเบาหวิวว่า “เพียงแต่ช่วงสองวันนี้วังหลวงเกิดเรื่องตั้งมากมาย เสด็จพี่ฮ่องเต้และเสด็จแม่ต่างอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก หากเป็นเมื่อก่อนต้องทำตามใจข้าทุกอย่างแน่นอน ทว่ายามนี้อาจไม่มีเวลาว่างมาสนใจข้าแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจาไปชั่วขณะ
เสิ่นจื่ออีถอนหายใจอีกครั้ง “แต่ไม่เป็นไรอย่าง