ี่ไหนกัน?”เจียงเสวี่ยหนิงอุ้มแมวอยู่ในแขนเสื้อ ไม่กล้าขยับผลีผลาม
เพียงแต่หากพบเซี่ยเวยแล้วยังไม่ลุกขึ้นแสดงการคารวะก็จะทำให้เขาสงสัยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเคลื่อนไหวด้วยความระมัดระวังเป็นอันมากลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า ยังคงใช้แขนเสื้อหลวมกว้างทั้งสองข้างบังมือตัวเองไว้ นางค้อมกายเอ่ยว่า “คารวะเซี่ยเซียนเซิง ข้าไม่อยากฟังวิชาของจางเซียนเซิง จึงคิดว่าจะมาที่นี่เพื่อเข้าเรียนวิชาของเซี่ยเซียนเซิงก่อน หากเซี่ยเซียนเซิงอยู่ที่นี่พอดี ก็จะเรียนวิชาพิณแทนยามบ่ายไปเลย จะได้ประหยัดเวลาและไม่ต้องมาอีกรอบเจ้าค่ะ”
นางก่นด่าตนเองในใจว่าถูกผีสางเข้าครอบงำเห็นชัดว่าทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อสักครู่คือโยนแมวทิ้งไปเสีย ถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
ทว่าเสียใจบัดนี้ก็สายไปแล้ว
นางเอ่ยวาจาไปพลาง ขอพรในใจไปพลาง‘เจ้าแมวน้อยช่วยว่านอนสอนง่ายหน่อยนะ จอมมารมาอยู่ตรงหน้าแล้ว ห้ามส่งเสียงร้องตอนนี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาต้องเปลี่ยนสีหน้าแล้วจับเจ้าไปต้มกินแน่!’
เซี่ยเวยฟังนางกล่าวเช่นนี้ ไม่เพียงไม่คลายหัวคิ้ว แต่กลับขมวดมุ่นมากยิ่งขึ้น เอ่ยว่า “จางเซียนเซิงยังไม่เลิกสอน แต่ตอนนี้เจ้ามาอยู่ที่นี่แสดงว่าหากไม่ใช่ออกมาก่อนก็ต้องโดดเรียนเป็นแน่แท้ ไม่เข้าเรียนวิชาจางเซียนเซิงแต่กลับมาเรียนวิชาข้า หากจางเซียนเซิงได้ยินเข้าจะให้เขาคิดเช่นไร? เสียทีที่เมื่อวานข้าพบเยี่ยนหลินแล้วยังบอกเขาอยู่เลยว่าเจ้ารู้ความและเชื่อฟัง