ใจอะไรบางอย่างได้จากคำพูดของเสิ่นจื่ออี นางเหม่อลอยเล็กน้อย
เฉินซูอี๋ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจู่ ๆ เสิ่นจื่ออีก็มีท่าทางเคร่งขรึมจริงจังถึงเพียงนี้
แม้จะพูดจาไม่น่าฟังยิ่งนัก ฉีกหน้านางครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นางก็ไม่กล้าโต้เถียงอะไรทั้งสิ้นอีกทั้งยังกลัวว่าจะนำเภทภัยมาสู่ตัว จึงทำได้เพียงก้มหน้าตอบกลับตัวสั่นงันงก “เพคะ”เสิ่นจื่ออีกล่าวอีกว่า “ในเมื่อเจ้ารู้ตัวว่าเสียมารยาท ทั้งยังเลือดขึ้นหน้าง่ายถึงเพียงนี้ ก็จงไปคัดคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะและมหาปรัชญา-ปารมิตาหฤทัยสูตร[2]มาอย่างละสิบจบ ประการแรกจะได้ทำให้เจ้าจดจำเอาไว้ ประการที่สองเพื่อสงบจิตใจ เมื่อมาถึงสถานที่ที่ใช้ศึกษาหาความรู้อย่างตำหนักเฟิงเฉินแล้วจะได้ไม่มัวแต่คิดเรื่องเหลวไหลไร้สาระ”
เฉินซูอี๋ตัดพ้อในใจ สีหน้าบึ้งตึง
——————–1. ร้อยปากก็ยากจะอธิบาย เป็นสำนวนหมายถึงไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็แก้ตัวได้ยาก2. มหาปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นพระสูตรที่ได้รับความสำคัญและเป็นที่นิยมของพุทธศาสนาฝั่ายมหายาน โดยอยู่ในหมวดปรัชญาปารมิตาของพระไตรปิฎก เนื้อหากล่าวถึงการบรรลุธรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เพ่งวิปัสนาจนพบว่าสรรพสิ่งต่าง ๆ ล้วนว่างเปล่า
บทที่ 60 แมว (2)นางฝืนสะกดกลั้นอารมณ์ จากนั้นก็ค้อมกายอีกครา “ขอบพระทัยพระเมตตาขององค์หญิงใหญ่ นับจากวันนี้เป็นต้นไปซูอี๋จะระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ไม่กล้ากระทำผิดอีกแล้วเพคะ”
คราวนี้เสิ่นจื่ออีถึ