งค่อยเก็บสายตากลับมา ไม่แยแสเฉินซูอี๋อีก นางเดินมานั่งยอง ๆ หน้าโต๊ะเรียนของเจียงเสวี่ยหนิง มือทั้งสองข้างสอดประสานกันบนโต๊ะ ปลายคางเรียววางกดบนมือตัวเอง เผยเพียงศีรษะอันงดงามประดับปินปูั้เหยา กะพริบตามองเจียงเสวี่ยหนิง “ตอนนี้หนิงหนิงไม่โมโหแล้วสินะ?”
เดิมทีท่าทีโกรธเคืองของเจียงเสวี่ยหนิงส่วนใหญ่ก็มาจากการเสแสร้งอยู่แล้ว
ชาติก่อนเจอเรื่องน่าโมโหมามากกว่านี้ด้วยซ้ำ ไหนเลยจะทนเรื่องนี้ไม่ได้
แต่พอได้เห็นเสิ่นจื่ออีปฏิบัติต่อนางอย่างทะนุทนอมแบบนี้ก็ทั้งยินดีทั้งเสียใจ ฝืนเค้นรอยยิ้มไม่น่าดูขณะเข้าไปพยุง “เป็นถึงองค์หญิงแท้ ๆ ทรงทำเช่นนี้ได้ที่ไหนล่ะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีไม่กล้าบอกเรื่องที่ตำหนักฉือหนิงแค่อยากทำให้นางเบิกบานใจ “ไม่ใช่เพราะอยากหยอกเจ้าเล่นหรือไร? กลัวเจ้าจะไม่มีความสุขน่ะ”เจียงเสวี่ยหนิงแอบเดาวัตถุประสงค์ของนางได้ราง ๆ จึงหัวเราะทั้งน้ำตา
นางพูดเสียงอู้อี้ “ได้รับการเอาใจใส่และความโปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่เช่นนี้ ต่อให้มีความทุกข์เป็นพันเป็นหมื่นก็หลอมละลายไปแล้วไหนเลยจะยังไม่มีความสุขได้อีกเล่าเพคะ?”
เสิ่นจื่ออีเปล่งเสียงหัวเราะตามนาง
บรรยากาศภายในตำหนักพลันเปียมล้นด้วยความสุขอันแสนอบอุ่น
แต่ความสุขนี้เป็นของพวกนาง ส่วนคนอื่นมองดูอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องสีหน้าของเฉินซูอี๋แปรเปลี่ยนสารพัดสารพัน
เซียวซูกวาดตามองใบหน้าทุกคนในตำหนักบังเกิดความคิดอันแปลกประหล