าดขึ้นมา เฉินซูอี๋ยามปกตินับว่าเป็นคนรอบคอบ พูดน้อยและไม่ค่อยทำสิ่งใดผิดพลาด แม้จะเย่อหยิ่งไปสักหน่อยแต่ยังพอรู้จักแยกแยะ แต่กระนั้นเมื่อมามีเรื่องบาดหมางในสถานที่ที่ผูกมัดด้วยกฎระเบียบอย่างวังหลวงก็ยังยากจะเลี่ยงการพลั้งเผลอตัวหลุดระเบิดอารมณ์ ในขณะที่คุณหนูรองเจียงผู้นี้พอเข้ามาอยู่ในวังหลวงแม้จะดูคล้ายเป็นคนยโสโอหังและทำตัวเลอะเลือน ทว่ากลับไม่ได้ทำเรื่องเหลวไหลโดยแท้จริงแต่อย่างใด ปราศจากท่าทีปรับตัวไม่ได้หรือวิตกกังวลต่อการใช้ชีวิตในวังหลวง ตอนเพิ่งเข้าวังมาเป็นเช่นไร ตอนนี้ก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้น ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าดูแคลนอยู่บ้าง
—————
โชคยังดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ดำเนินไปนานมากนัก
กลางยามเฉินสองเค่อ จางจ้งแห่งหอบันทึกประวัติศาสตร์ผู้สอนคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องจริยะหนีบตำราเล่มบางมากมายใต้ท้องแขน เดินเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ทุกคนรวมทั้งเสิ่นจื่ออีจึงกลับไปประจำที่“ศิษย์คารวะจางเซียนเซิง”
จางจ้งมีใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วสองข้างหยาบและดกหนา ทว่ารูปทรงดวงตาทั้งสองค่อนข้างเรียวเล็ก ยามย่นหัวคิ้วชวนให้รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจจืดใจดำและเข้ากับคนได้ยาก
ขณะนี้เขากำลังกวาดตามองทุกคน สีหน้าย่ำแย่ยิ่งนัก
จางจ้งยกมือส่งตำราหลายเล่มที่นำมาแก่ขันทีน้อยทางด้านข้าง “เดิมทีข้ามาเพื่อสอนมารยาทพิธี มิได้มีเนื้อหาการเรียนที่สลักสำคัญอะไรมากนัก แต่เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์มานานหลายปี ทำให้รู้ว่าบนโลกนี้หากไร