นมาก แต่ก็ทำได้เพียงส่งยิ้มให้ฟางเมี่ยวอย่างเป็นมิตร ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเพียงแต่เฉินซูอี๋ขัดแย้งกับเจียงเสวี่ยหนิงตั้งแต่วันแรกที่เรียน จนบัดนี้ยังจำการโต้เถียงของพวกนางที่เกิดขึ้นขณะกำลังเรียนวิชาวรรณกรรมของเซี่ยเวยได้อยู่เลย เมื่อเห็นว่าช่วงสองวันนี้เจียงเสวี่ยหนิงถูกคนหาเรื่องไปเสียทุกอย่างก็อดสาแก่ใจไม่ได้
อย่างไรเสียคนอย่างเซี่ยเวยก็มีน้อยยิ่งนัก
พวกอาจารย์ที่สอนวิชาอื่นต่างก็มีนิสัยคร่ำครึยึดมั่นเพียงขนบธรรมเนียมจรรยามารยาทมิใช่หรอกหรือ
ฉะนั้นนางจึงพูดต่อจากฟางเมี่ยว กล่าวเจือรอยยิ้มว่า “หวังเซียนเซิง ราชบัณฑิตฝั่ายบรรยายเนื้อหาประวัติศาสตร์ประจำสภาฮั่นหลินผู้นี้มิใช่บัณฑิตผู้ทรงภูมิสูงส่งธรรมดาทั่วไปนะบรรพชนเขาเป็นถึงพ่อค้าเกลือรายใหญ่ผู้โด่งดังแห่งหยางโจว ต่อมาเมื่อเก็บหอมรอมริบได้เพียงพอ ครอบครัวก็เลิกทำการค้าและหันมาเป็นขุนนาง จนมาถึงรุ่นของหวังเซียนเซิงก็มีจิ้นซื่อถึงสามคนแล้ว ตอนนี้หวังเซี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการขนส่งเกลือแห่งเหลี่ยงไหว[1]ก็คือญาติผู้พี่ของเขา มิใช่บัณฑิตยาจกไร้กำลังหนุนในราชสำนัก จึงไม่ถึงขั้นเห็นใครก็ต้องประจบเอาใจ กับคนอย่างรองเสนาบดีกรมคลังน่ะ ก็ไม่แน่ว่าคนเขาจะเกรงกลัวหรอก!”
ในบรรดาคนที่นั่งอยู่ มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่มีบิดาเป็นรองเสนาบดีกรมคลัง
ใครยังจะฟังไม่ออกอีกว่ากำลังเสียดสีนาง
ต่างเคลื่อนสายตามองเจียงเสวี่ยหนิงทันที
โหยวเย่ว์เมื่อได้ย