จมาหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกัน
หวังจิ่วย่นหัวคิ้ว แค่นเสียงเบา ๆ “องค์หญิงใหญ่ทรงได้รับความโปรดปรานจากฝั่าบาทและไทเฮาเสมอมา เช้าเช่นนี้ยังไม่ตื่นบรรทมถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อยากเสด็จมาก็เป็นเรื่องปกติทรงไม่อยากมาก็ไม่ต้องมาก็แล้วกัน”
ทุกคนเงียบกันหมด ฟังออกว่าหวังเซียนเซิงไม่ค่อยพอใจแล้ว จึงไม่กล้าปริปากทันที
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ตรงหัวมุม เมื่อได้ยินก็ลุกขึ้นมาค้อมกายคารวะหวังจิ่วคราหนึ่ง กล่าวด้วยท่าทางที่ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งและไม่ถ่อมตัวจนดูต้อยต่ำ “การเรียนครั้งนี้องค์หญิงใหญ่ตั้งพระทัยขอพระราชทานมาจากฝั่าบาท ได้อาจารย์ทั้งหลายมาประสิทธิ์ประสาทวิชาด้วยตนเอง องค์หญิงใหญ่ดีพระทัยมาก เมื่อวานเสด็จถึงตำหนักแต่เช้าเช่นพวกเรา ทรงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่อาจารย์ทั้งหลายกำหนดเอาไว้ มิใช่ผู้ที่ทนรับความลำบากไม่ได้ คิดว่าที่มาสายในการเรียนคาบเช้าวันนี้คงมีสาเหตุ หวังว่าเซียนเซิงจะเมตตา โปรดอย่าเพิ่งตำหนิไปก่อนเลยเจ้าค่ะ”
ความเอาแต่ใจและการได้รับความโปรดปรานขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีหาใช่เรื่องแปลกใหม่ในวังหลวงไม่
อย่าว่าแต่หวังจิ่วเลย แม้แต่พระสหายร่วมศึกษาซึ่งอยู่ที่นี่ต่างคิดไปเองกันทันทีว่าการเรียนครั้งนี้เสิ่นจื่ออีน่าจะไม่ใส่ใจเท่าใดนัก มิหนำซ้ำนางยังมีสถานะเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ ต่อให้คิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอะไรเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้พอได