้ยินคำกล่าวของหวังจิ่วจึงไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร
แต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับออกมาพูดเช่นนี้…
แม้ถ้อยคำจะประนีประนอมอ้อมค้อม ทั้งยังมีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเหมือนแค่อธิบายแทนเสิ่นจื่ออีเท่านั้น แต่ครั้นกล่าวคำพูดนี้กับหวังจิ่ว ความหมายกลับล้ำลึกอยู่บ้าง
แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่คร่ำหวอดกับตัวอักษรมักจะคาดเดาไปนานัปการ
ถึงแม้ดูเหมือนนางจะไม่มีเจตนาโต้เถียง ทว่าคนฟังก็ไม่สบอารมณ์สายตาของหวังจิ่วตกบนร่างเจียงเสวี่ยหนิงทันที นึกถึงคำพูดที่เพื่อนร่วมงานจ้าวเยี่ยนหงซึ่งสอนบทกวีเล่าให้ฟังตอนอยู่สภาฮั่นหลินเมื่อวานในบรรดาดรุณีน้อยพระสหายร่วมศึกษา มีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมไม่เชื่อฟังมากเป็นพิเศษเจียงเสวี่ยหนิงผู้เป็นคุณหนูรองของรองเสนาบดีกรมคลังเจียงปั๋อโหยวเป็นเด็กหัวรั้นคนหนึ่ง
เดิมทีเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร
คิดไม่ถึงว่าเขายังไม่ทันจะสอนและเพิ่งพูดจาไปได้ประโยคเดียว นางก็มาหาเรื่องเสียแล้ว
หวังจิ่วเอ่ย “ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเองความหมายของเจ้าก็คือข้าใส่ความองค์หญิงใหญ่เช่นนั้นหรือ?”
ถึงแม้ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงจะไม่ค่อยได้เข้าเรียน แต่ก็รู้ดีว่าองค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจนเติบใหญ่ภายในวังหลวงกลับไม่เคยโดดเรียนแม้แต่วิชาเดียว ใคร่ศึกษาหาความรู้ด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง
หวังจิ่วมีอคติต่อเสิ่นจื่ออีอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงพานปักใจและคิดไปก่อนแล้ว
ดังนั้นนางถึงอยากจะลุกขึ้นมาพูดจาให้กระจ