กถุงห่อพิณด้านข้างขึ้นมาแล้วสวมเจียวอันที่เจียงเสวี่ยหนิงทิ้งเอาไว้ที่นี่ นำไปแขวนตรงผนังทิศตะวันออกของตำหนักข้างคู่กับเอ๋อเหมย
เพราะเขายืนหันหลังให้ เยี่ยนหลินจึงมองไม่เห็นสีหน้า
ได้ยินเพียงน้ำเสียงแฝงความกระเพื่อมไหวภายใต้ความสงบนิ่ง “ผู้เป็นอาจารย์มีหน้าที่ถ่ายทอดและคลายความสงสัย สมัยวัยเยาว์ยามคนแซ่เซี่ยเรียนพิณนั้นโง่เขลา โชคดีที่ได้อาจารย์ผู้เลื่องชื่อทุ่มเทชี้แนะสั่งสอน จนบัดนี้ก็ยังไม่กล้าลืมเลือนคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ ‘น้ำหยดศิลายังกร่อน รวบรวมทรายก่อเป็นรูปร่างได้’ ผ่านไปยี่สิบสามปีถึงจะเริ่มประสบความสำเร็จเล็ก ๆน้อย ๆ เยี่ยนซื่อจื่อเป็นคนฉลาด แม้ชี้แนะไม่มากนักก็ย่อมเข้าใจทุกอย่างได้กระจ่าง แต่กระนั้นขนาดจอมปราชญ์ก็ยังมีช่วงที่สงสัยใคร่รู้ การที่ซื่อจื่อจะมีข้อสงสัยย่อมเป็นเรื่องธรรมดา หากเชื่อใจ วันหน้ามาหาข้าเช่นเหยียนผิงอ๋องก็ได้”
“…”
เยี่ยนหลินม่านตาหดรั้งเล็กน้อย จ้องเขาเขม็ง
เซี่ยเวยหมุนกายกลับมา เพียงยิ้มบางให้เท่านั้น “ไปกันเถอะ พวกเขาน่าจะรอกันนานแล้ว”
————————-
เมื่อแยกจากพวกของเยี่ยนหลินแล้ว กลุ่มของเจียงเสวี่ยหนิงก็กลับไปที่เรือนหยางจื่อ
เสิ่นจื่ออีต้องลากตัวนางเข้ามานั่งภายในห้องเพื่อไต่ถามเป็นการส่วนตัวว่าระหว่างนางกับเยี่ยนหลินเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่เอ่ยแม้แต่ประโยคเดียว
เสิ่นจื่ออีเห็นท่าทางนางก็รู้สึกร้อนใจแล้วจริงๆ ใจคิดอยากจะช่วยให้ด