ีขึ้นบ้าง แต่จนแล้วจนรอดผ่านไปครึ่งค่อนวันยังแง้มออกมาไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว นางทำได้เพียงเอ่ยว่า “ตอนนี้เจ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร รอให้เจ้าอยากพูดแล้วต้องบอกข้ามานะ หากเยี่ยนหลินรังแกเจ้า เปินกงจู่ต้องทำให้เขาได้เห็นดีแน่!”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนปัญญา ทำได้เพียงขอบคุณความปรารถนาดีของอีกฝั่าย พร่ำพูดโน้มน้าวสิ้นเปลืองน้ำลายไปพักหนึ่งกว่าจะเชิญเสิ่นจื่ออีออกไปสำเร็จ
ทว่ายามเสิ่นจื่ออีก้าวออกมาก็ยังมีเรื่องให้อารมณ์เสียอยู่ดี
ก่อนหน้านี้ขณะนั่งอยู่ภายในห้องเจียงเสวี่ยหนิง นางเห็นว่าที่นี่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย เมื่อออกมาข้างนอกจึงอบรมสั่งสอนเหล่านางกำนัลที่คอยปรนนิบัติรับใช้ “นี่พวกเจ้าปรนนิบัติรับใช้กันประสาอะไร? ห้องนี้เตียงเตาไม่จุดไฟ แจกันไม่ปักดอกไม้ เก้าอี้แข็งเกินไป แม้แต่ของประดับตกแต่งที่พอดูได้ยังไม่มี ไหนเลยจะเหมือนห้องหับของสตรี? จงนำรายการของใช้ทั้งหลายไปรายงานเปินกงจู่ จะได้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเสีย! ไปบอกพวกที่คอยดูแลรับใช้เสียด้วยว่า คราวหน้าหากเปินกงจู่มาแล้วยังเห็นสภาพซอมซ่อเช่นนี้อีกพวกนางจงเตรียมรับผลที่จะตามมาให้ดี!”
เหล่านางกำนัลตกใจจนตัวสั่นงันงก
คำพูดนี้แพร่ไปถึงนางข้าหลวง ขันที และสำนักพระราชวังที่อยู่เบื้องบน พวกเขาต่างเดือดเนื้อร้อนใจอย่างรุนแรง ร้องโอดโอยว่าถูกใส่ความทุกคนต่างรู้กันว่าคุณหนูรองเจียงเป็นคนสนิทที่องค์หญิงใหญ่ทรงเลือกตัวให้เข้าวังมาเป็นพระสหายร่