เป็นอันขาด คราวนี้ต่างจากคราวก่อน คราวก่อนแค่ซื้อเส้นไหมก็จบ แต่คราวนี้ต้องทนผ่านความยากลำบาก หากระหว่างนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรเพียงเล็กน้อย ไม่แน่ว่าอาจต้องเสียเงินที่มีอยู่ทั้งหมดไปด้วย นี่เป็นการค้าขายระยะยาว มิหนำซ้ำจุดพลิกผันที่จะเกิดขึ้นระหว่างทางยังไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนรับไหว หากคนที่ไม่หนักแน่นรู้เข้าและลงทุนด้วยความหุนหันพลันแล่นชั่วขณะ สุดท้ายจะไม่ได้คืนแม้แต่เงินทุน นั่นมิกลายเป็นการทำร้ายผู้อื่นหรอกหรือ?”
กำปันที่กำจนแน่นของโหยวฟางอิ๋นหาได้คลายออกไม่ ครั้นได้ฟังคำกล่าวนี้ของเจียงเสวี่ยหนิงภายในสมองพลันผุดความคิดอันบ้าคลั่งอย่างหนึ่ง
ทว่านางไม่ได้เอ่ยออกไป
นางทำเหมือนคิดอะไรได้ขึ้นมาทันที ผงกศีรษะช้า ๆ พร้อมตอบว่า “ฟางอิ๋นจะจดจำเอาไว้เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “สิ่งที่ควรชี้แนะข้าก็ชี้แนะไปแล้ว วันนี้เจ้าออกมานานพอแล้วเช่นกันที่บ้านยังมีพี่สาวร้ายกาจคนนั้นอยู่อีก เลยไม่กล้ารั้งเจ้าไว้นานไปกว่านี้ ข้าส่งเจ้าออกไปก็แล้วกันนะ”
โหยวฟางอิ๋นจึงลุกขึ้นแสดงการคารวะ
เจียงเสวี่ยหนิงลุกขึ้นสวมรองเท้าลายปักเดินไปส่งนางจนถึงประตู สุดท้ายก็ยัดขวดยาใส่มือนางขวดหนึ่ง “ยานี้ให้เจ้า จงใช้ทาบริเวณบาดแผลให้ดี อีกไม่นานจะหายดี”
โหยวฟางอิ๋นน้ำตาแทบจะไหลริน “ท่านช่างดีต่อข้าเหลือเกิน”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะและเรียกนางว่า ‘เด็กโง่’ อยู่ในใจ แต่กระนั้นกลับลูบศีรษะนางพลางเอ่ยว่า “ในเม