ย่างเนิบช้าในระดับที่โหยวฟางอิ๋นมองเห็นได้ “คืนวานซืน หรือก็คือตอนยังอยู่ในวัง เดิมทีพวกเรากำลังคุยเรื่องของขุนนางใหญ่ในรัชกาลก่อนคนหนึ่งอยู่ดี ๆ ขณะข้ากำลังเอ่ยวาจา ไม่รู้คำพูดใดไปกระตุ้นโทสะนางเข้า นางจึงเรียกข้าเข้าไปหา เมื่อข้าเดินไปหานาง ไหนเลยจะรู้ว่านางกลับลงมืออย่างดุร้าย ซ้ำยังกะทันหัน จับข้า จับข้า…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ก็แฝงอาการสะอึกสะอื้นเล็กน้อย
ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่อาจกล่าวต่อไปได้อีก
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่านางไม่ได้เสแสร้งมานานมากแล้ว เมื่อครู่เกือบจะหลุดหัวเราะด้วยซ้ำ
บัดนี้จึงทำได้เพียงก้มหน้าไม่ให้โหยวฟางอิ๋นเห็นสีหน้าของตน ทั้งยังยกมือเช็ดหางตาซึ่งปราศจากน้ำตาแม้แต่ครึ่งหยดอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ถังเอ๋อร์และเหลียนเอ๋อร์ซึ่งเป็นอีกสองคนในห้องต่างสบตากัน ‘ความอ่อนแอที่คุณหนูของพวกเราแสดงออกมานี้ออกจะผิดปกติอยู่บ้างใช่หรือไม่?’
นางพูดไม่จบ แต่ผลลัพธ์กลับดียิ่งกว่าพูดจบเสียอีก
เพราะได้ทิ้งจินตนาการอันไร้ขีดจำกัดเอาไว้…
โหยวเย่ว์ทำอะไรนางกันแน่นะ
สมองของโหยวฟางอิ๋นพลันเต็มไปด้วยคำถามนี้ นึกถึงความช่วยเหลือขณะตนสิ้นหวังภายในจวนโหยว นึกถึงอ้อมกอดเมื่อวานขณะเจียงเสวี่ยหนิงกำลังร้องไห้แต่ก็ยังโอบร่างตนด้วยความอ่อนโยน และนึกถึงคำพูดที่คนผู้นี้เคยบอกกล่าวกับตนในวันนั้น
จนบัดนี้โหยวฟางอิ๋นก็ยังไม่กล้าลืมคำพูดประโยคนั้น
เพื่อช่วยนาง คุณหนูรองกลับละทิ้งที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชี