ดพ้นไม่อยู่ในกรอบยิ่งนัก ดั่งอาชาสวรรค์วิ่งผ่านท้องนภา หากให้เซียนเซิงท่านอื่นเห็นเข้า คงให้คุณหนูรองผ่านไม่ได้แน่นอน แต่คนแซ่เซี่ยไร้ความสามารถ กลับพบว่าคุณหนูรองหนิงอ่านตำรามาไม่น้อยเช่นกัน ‘บุรุษถูกหยามหมิ่น’ นี้มาจาก ‘บทวิพากษ์หลิวโหว[2]’ ‘บุรุษครั้นมีโทสะโลหิตสาดกระจายไปห้าก้าว’ ก็มาจาก ‘ยุทธศิลปยุครณรัฐ[3]’ คุณหนูโดยทั่วไปไม่มีทางอ่านตำราเช่นนี้แน่ กล้าบอกว่าปราชญ์ขงจื่อกล่าวเพ้อเจ้อเหลวไหล ที่แท้ความสามารถในการกล่าวเพ้อเจ้อเหลวไหลของคุณหนูรองหนิงก็ไม่ได้ด้อยเช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงใจหายวาบไปแล้วกว่าครึ่ง
เซี่ยเวยม้วนกระดาษคำตอบปึกนั้นแรง ๆ“แม้จะกล่าวกันว่าไม้ผุแล้วแกะสลักไม่ได้ แต่คนแซ่เซี่ยเป็นอาจารย์ อย่างไรก็ต้องแกะสลักถึงจะรู้ว่าข้างในซุกซ่อนของล้ำค่าเอาไว้หรือไม่ คุณหนูรองหนิงเล่าคิดว่าอย่างไร?”
ชาติก่อนหลังจากเจียงเสวี่ยหนิงได้เป็นฮองเฮาแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่กำลังต่อสู้แย่งชิงกับเซียวซู นางตั้งใจอ่านตำรับตำราไม่น้อยจริง ๆเนื่องจากกลัวว่าตนจะวางแผนสู้ผู้อื่นไม่ได้จนถูกคนลากลงจากบัลลังก์ฮองเฮา
ต่อให้เป็นช่วงที่เคยเป็นพระสหายร่วมศึกษาในวังหลวงก็ยังไม่เคยพากเพียรมากขนาดนี้
คนเรามักเคยชินกับสิ่งที่ตนเองรู้ และไม่รู้สึกว่าคำพูดติดปากมีสิ่งใดแตกต่าง ดังนั้นตอนตอบคำตอบงัดข้อกับเซียนเซิง นางถึงใช้สิ่งนี้มาเป็นข้อแก้ต่างเพื่อหักล้างคำกล่าวของนักปราชญ์โดยปราศจากการระวังปั้องกัน
โด